แม่น้ำโขง

แม่น้ำโขง – สายน้ำที่ยาวที่สุดในอุษาคเนย์ และยาวเป็นอันดับสิบของโลก จากต้นกำเนิดบริเวณเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำโขงไหลผ่านถึง 6 ประเทศ จากที่ราบสูงทิเบต ผ่านภาคตะวันตกเฉียงใต้ทางมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ไหลสู่ พม่า ลาว ไทย กัมพูชา ก่อนจะออกสู่ทะเลจีนใต้ที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำประเทศเวียดนาม รวมความยาวทั้งสิ้น 4,909 กิโลเมตร

สายน้ำโขงเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่เชื่อมร้อยและหล่อเลี้ยงผู้คนในบริเวณลุ่มน้ำกว่า 60 ล้านชีวิต ซึ่งได้พึ่งพาแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา โดยเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แหล่งเพาะปลูก และแหล่งประมงที่สำคัญ  แม่น้ำโขงได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางของพันธุ์ปลามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นรองเพียงแม่น้ำอะเมซอนเท่านั้น

ขณะนี้ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขงกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก สายน้ำโขง น้ำสาขา ที่ราบน้ำท่วมถึง แหล่งจับปลา และป่าไม้ ถูกเปลี่ยนสภาพโดยโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำโขงถูกใช้เป็นเวทีต่อรองและต่อสู้ทางเศรษฐกิจ การค้า และการเมืองจากอำนาจทั้งภายในและภายนอกลุ่มน้ำ โดยเฉพาะการที่ลุ่มแม่น้ำโขงถูกประเมินว่าเป็นแหล่งที่มีศักยภาพสูงทางด้านพลังงาน มีที่ดินและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ อันจะเป็นตัวขับเคลื่อนความเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค มีการเสนอโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขงและน้ำสาขากว่า 100 เขื่อนโดยสถาบันการเงินและการพัฒนา อย่างเช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รวมถึงรัฐบาลของแต่ละประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

ประเทศจีนวางแผนก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงตอนบน (จีนเรียกแม่น้ำหลานชาง) มากกว่า 10 เขื่อน ที่แน่นอนแล้วในขณะนี้มี 8 เขื่อน กำลังผลิตไฟฟ้ารวมกันประมาณ 16,200 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะป้อนให้กับเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ทางชายฝั่งตะวันออกของจีน และบางส่วนจะขายให้กับประเทศไทย  ประเทศลาวซึ่งมีลำน้ำโขงและลำน้ำสาขาใหญ่น้อยที่สมบูรณ์ที่สุด ถูกประเมินว่าเป็น “แบตเตอรี่” ที่สำคัญของภูมิภาค มีการเสนอเขื่อนขนาดใหญ่มากมายเพื่อส่งขายไฟฟ้าไปยังภูมิภาค เช่น เขื่อนเทินหินบูน เขื่อนน้ำเทิน 2 โดยประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อที่สำคัญ [แผนที่เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา]

ผลกระทบจากการปิดกั้นสายน้ำโขงที่โน่นที่นี่ ไม่เพียงแต่ทำลายระบบนิเวศของทั้งลำน้ำ และชีวิตทั้งหมดทั้งมวลที่พึ่งพิงกับสายน้ำ  เขื่อนยังสร้างความบาดหมางระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับราษฎร และความร้าวฉานของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย บทเรียนกว่า 10 ปีของการปิดกั้นลำน้ำมูนโดยเขื่อนปากมูนทางภาคอีสานของไทย ซึ่งสนับสนุนโดยธนาคารโลก ได้บ่งบอกถึงความสูญเสียทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้  ในขณะเดียวกันผลกระทบของเขื่อนก็ส่อเค้ารุนแรงและข้ามพรมแดนไปไกลอีกด้วย  เช่น  การสร้างเขื่อนยาลี ฟอลล์ กั้นแม่น้ำเซซาน-สาขาของแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม  ได้ส่งผลเสียหายไปไกลถึงชาวบ้านในจังหวัดรัตนคีรี และสตึงเตรง ประเทศกัมพูชา ที่อยู่ไกลจากเขื่อนออกไปถึง 300 กิโลเมตร ความเสียหายเหล่านี้ไม่สามารถประเมินค่าทางเศรษฐกิจได้  แต่เขื่อนทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากความต้องการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น และในวันนี้มันก็ถูกยังใช้เป็นข้ออ้างในการเสนอโครงการขนาดใหญ่อยู่เสมอ

ล่าสุด มีการผลักดัน โครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงสายหลักทางตอนล่าง อีกหลายเขื่อน เช่น เขื่อนปากแบ่ง เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนปากลาย ทางตอนเหนือของประเทศลาว เขื่อนดอนสะโฮง บริเวณสี่พันดอนทางใต้ของลาว เขื่อนบ้านกุ่ม เขื่อนปากชม บริเวณชายแดนไทย-ลาว และ เขื่อนซำบอ ในจังหวัดกระแจ๊ะ ประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ กลุ่มภาคประชาสังคมได้เรียกร้องให้ทบทวนโครงการเหล่านี้เสีย เนื่องจากที่ผ่านมา มีรายงานการวิจัยหลายฉบับได้ระบุตรงกันถึงผลเสียหายร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ พันธุ์ปลา และวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และชี้ว่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีมาตรการบรรเทาผลกระทบใด ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อเลย

Subscribe to RSS - แม่น้ำโขง