About us

ภายใต้ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง หรือ TERRA มุ่ง ส่งเสริมกลุ่มประชาสังคมในภูมิภาคแม่น้ำโขงและสาละวินที่ทำงานพัฒนาสังคมและ อนุรักษ์สภาพแวดล้อม ให้มีฐานะและบทบาทที่เข้มแข็งทั้งภายในประเทศของตนและในระดับภูมิภาค

เราเห็นว่า ทุกประเทศในดินแดนนี้กำลังอยู่ในกระแสการพัฒนาที่มุ่งเร่งเศรษฐกิจให้ขยาย ตัวอย่างรวดเร็ว บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น เร่งรัดการก่อสร้างโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศเพื่อสร้างตลาดภูมิภาคให้เป็นหนึ่ง เดียวตามแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่ ในสภาพการณ์เช่นนี้ ทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคที่ยังอุดมสมบูรณ์และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่ออาชีพและ วิถีชีวิตของคนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกทำลาย สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IFIs) บรรษัทและนักลงทุนรายใหญ่ และรัฐบาลของประเทศที่มีพลังทางเศรษฐกิจเหนือกว่า อาทิ จีน และไทย ล้วนสนับสนุนและผลักดันนโยบายภูมิภาค อาทิ โครงการเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation Programme) และการสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) แต่หน่วยงานและสถาบันเหล่านี้ทั้งปวงละเลยความเป็นจริงที่ว่า ยังมีผู้คนนับล้านๆ ที่โดยวิถีชีวิตวัฒนธรรม ยังต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่สูงยิ่ง

เราเชื่อว่า การทำให้การพัฒนามีความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของผู้คนและสภาพแวดล้อม ภาคประชาสังคมในทุกประเทศจะต้องมีบทบาทเข้มแข็งในกระบวนการตัดสินใจทาง นโยบาย ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เราจึงสนับสนุนการพัฒนาบทบาทกลุ่มหรือองค์กรภาคประชาสังคมในภูมิภาคมาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2533 ผ่านการทำโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โครงการฝึกฝนนักพัฒนาและนักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม การจัดการศึกษาดูงานพัฒนาและงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย นอกจากนั้นเรายังติดตามและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ หรือนโยบายเป็นการเฉพาะ ที่เราเห็นว่าอาจสร้างผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมที่รุนแรง รวมทั้งพฤติกรรมของสถาบันที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถแสดงบทบาทได้โดยตรงเพื่อให้มีการทบทวนโครงการและนโยบาย เหล่านี้  

งานของเราเริ่มในปี 2528 อันเป็นช่วงระยะที่เริ่มมีองค์กรพัฒนาเอกชนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังคมไทย เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คือการก้าวกระโดดเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะนั้น “เรา” นักกิจกรรมทางสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่ง ในนาม “กลุ่มนิเวศน์เสวนา” ได้ร่วมกันติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่าง ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจแปรสภาพเป็นองค์กรในชื่อ “โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ”

ภายใต้โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เราบุกเบิกแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ ในระดับท้องถิ่น เราริเริ่มโครงการเกษตรนิเวศน์ชุมชน มุ่งส่งเสริมบทบาทของชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกัน เราเอื้ออำนวยให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา องค์กรชาวบ้าน ฯลฯ ได้ร่วมมือกันผลักดันงานในระดับนโยบาย เช่น ในระหว่างปี 2529-2531 องค์กรเหล่านี้ได้ร่วมกันรณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน ที่เสนอโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จนกระทั่งในวันที่ 25 มีนาคม 2531 คณะรัฐมนตรี (รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์) มีมติให้ระงับโครงการ เท่ากับว่าความร่วมมือขององค์กรเหล่านี้ได้ปกป้องป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งจะ ได้รับการคุกคามอย่างรุนแรงหากโครงการเขื่อนน้ำโจนเกิดขึ้นจริง ในเดือนธันวาคม 2534 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง) ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ (Natural World Heritage Site) จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

อีกตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือในเชิงนโยบายคือ การร่วมกันรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลปิดป่าภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ อำเภอกะทูน และอำเภอคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเดือนสิงหาคม 2531 ที่คร่าชีวิตชาวบ้านไปกว่า 300 คน เป็นภัยธรรมชาติร้ายแรงที่สาเหตุหลักมาจากการทำไม้ในพื้นที่ต้นน้ำ ในที่สุด รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ตอบสนองกระแสเรียกร้องโดยตัดสินใจออกพระราชกำหนด ในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน ที่นำไปสู่การยกเลิกสัมปทานทำไปทั่วประเทศ

ในปี 2533 เราก่อตั้งโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) จากความตระหนัก 2 ประการ ประการแรก ภูมิภาคแม่น้ำโขงที่กำลังเริ่มต้นศักราชแห่งการพัฒนาอาจได้รับผลกระทบทางลบ จากไทย ทั้งความสำเร็จของภาคประชาสังคม และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทย สิ่งบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดคือ ดินแดนที่ทรัพยากรป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ได้กลายแหล่งที่บริษัททำไม้ ไทย (ที่ไม่อาจดำเนินธุรกิจของตนในไทยภายหลังการปิดป่า) กำลังเข้าไปตักตวงผลประโยชน์

หรือความต้องการการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดเพราะการ รีบเร่งขยายอุตสาหกรรมของไทย กลายเป็นเหตุปัจจัยที่เพิ่มความชอบธรรมให้กับโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งใน ลุ่มแม่น้ำโขงและสาละวิน ทั้งนี้เพราะการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หรือโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ กระทำได้ยากขึ้นเพราะสังคมไทยเริ่มตื่นตัวทางสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้โครงการเหล่านี้มักเผชิญการคัดค้านจากประชาชน

ความตระหนักอีกประการหนึ่งคือ ภาคประชาสังคมในภูมิภาคยังมีประสบการณ์น้อยและต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการ เมืองในการทำงานรณรงค์ ดังนั้น นอกเหนือไปจากติดตามสถานการณ์การพัฒนาและบทบาทของผู้กระทำการต่างๆ อาทิ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ หน่วยงานรัฐบาลผู้ให้ความช่วยระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่ง องค์การชำนาญการอย่างเช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เราพยายามสร้างสรรค์โอกาสแห่งการเรียนรู้ให้แก่กลุ่มประชาสังคมของประเทศ ต่างๆในภูมิภาค เพื่อที่กลุ่มเหล่านี้จะสามารถพัฒนาการทำงาน ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับบทบาทของตน

ในปี 2537 เราตัดสินใจยกระดับเป็นมูลนิธิ ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองไทยที่เปิดกว้างขึ้น องค์กรพัฒนาเอกชนได้รับการยอมรับมากขึ้นทั้งจากหน่วยงานในภาครัฐและสาธารณชน วงกว้าง ตลอดจนสถานภาพขององค์กรภาคประชาสังคมที่ดีขึ้นในระดับระหว่างประเทศรวมทั้ง ในเวทีต่างๆ ของสหประชาชาติ ทั้งโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และ TERRA จึงเสมือนกลายเป็นโครงการภายใต้มูลนิธิ อย่างไรก็ตาม มูลนิธิยึดถือนโยบายให้โครงการทั้งสองดำเนินงานต่อไปเสมือนเป็นองค์กรดังที่ ได้เป็นมา

ตลอดช่วงระยะปี 2533-2545 TERRA จับตาบทบาทผู้กระทำการต่างๆในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน บรรษัทและนักลงทุน โดยเฉพาะในการผลักดันโครงการและนโยบายที่อาจก่อผลกระทบทางสังคมและสิ่ง แวดล้อมสูง ขณะเดียวกันเราจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ การประชุมสัมมนา การศึกษาดูงาน การทำงานวิจัย ฯลฯ และได้สนับสนุนกลุ่มประชาสังคมในภูมิภาคให้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ ในขณะที่โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติทำงานกับองค์กรในประเทศไทย ทั้งองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มนักอนุรักษ์ กลุ่มนักวิชาการ ฯลฯ ที่พัฒนาการร่วมกันมาเป็นลำดับ สามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายและขบวนการสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ ในท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อมและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและ แผ่ขยายขอบเขตไปทั่วประเทศ ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราให้ความสำคัญได้แก่ การขยายพื้นที่สวนป่าไม้ยืนต้นโตเร็ว (โดยเฉพาะยูคาลิปตัส) ความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนในเรื่องป่าไม้และที่ดิน ปัญหานโยบายรัฐกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานที่ไม่ยั่งยืน

เป็นที่ปรากฏชัดเจนว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค ในปี 2546 จึงได้หลอมรวมโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติและ TERRA เพื่อยกระดับและเชื่อมโยงงานของเราในไทยและในภูมิภาคเข้าด้วยกัน

จนถึงปัจจุบัน ขอบเขตความร่วมมือของเรากับองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงและสาละวินได้ขยายกว้างขวางออกไปอีกมาก องค์กรในประเทศเพื่อนบ้านที่ร่วมงานวิจัยและรณรงค์กับเราเพิ่มจำนวน ขณะที่งานของเราในไทยยังดำเนินต่อไป ทั้งการติดตามนโยบาย (พลังงานและน้ำ) ของไทยที่กำลังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่นในประเทศ เพื่อนบ้าน และการประสานงานกับองค์กรภาคประชาสังคมของไทยที่สนใจปัญหาการพัฒนาที่ไม่ ยั่งยืนในภูมิภาค เราเห็นว่าการยกระดับบทบาทของกลุ่มไทยไปสู่ภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างกลุ่มไทยและกลุ่มในภูมิภาคคือยุทธศาสตร์ที่ สำคัญที่สุดในการรั้งชะลอกระแสการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนที่ครอบคลุมไปทั่งทั้ง ภูมิภาคอยู่ในปัจจุบัน