แม่น้ำสงคราม

แม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำสาขาที่สำคัญสายหนึ่งของแม่น้ำโขง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแม่น้ำที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์และระบบนิเวศที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของปลา ชุมชนสองฟากฝั่งบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่างมีวิถีชีวิตและเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการทำประมง และมีลักษณะทางนิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แม่น้ำสงครามมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ไหลลงมาผ่านทุ่งราบน้ำท่วมถึงอันกว้างใหญ่ ที่เรียกว่า “แอ่งสกลนคร” ผ่านจังหวัดหนองคาย สกลนคร และบรรจบกับแม่น้ำโขงที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ในระหว่างฤดูน้ำหลากจากเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไหลย้อนกลับเข้าไปในแม่น้ำสงคราม เมื่อรวมกับระดับน้ำสาขาภายในลุ่มน้ำเอง จึงทำให้ระดับน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่หนอง บึง กุด ทุ่ง บุ่ง ทาม กลายเป็นทะเลสาบครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 60,000 ไร่ ซึ่งมีขนาดพื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นถึง 5-6 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงฤดูแล้ง ลักษณะการขึ้น-ลงของระดับน้ำในแม่น้ำสงครามนี้ สัมพันธ์กับฤดูกาลอพยพเพื่อวางไข่และอนุบาลลูกอ่อนของปลาจากแม่น้ำโขงที่ว่ายเข้ามาในแม่น้ำสงคราม

ชาวบ้านใช้เครื่องมือหาปลาหลากหลายไม่ต่ำกว่า 30 ชนิด ตั้งแต่ฤดูน้ำหลากต่อเนื่องไปจนถึงช่วงน้ำลด โดย ชาวประมงจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันในการหาปลาในช่วงฤดูน้ำหลากตั้งแต่เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน  เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งการใช้เวลาในแต่ละวันเพื่อหาปลาจะลดน้อยลง ชุมชนที่อยู่ไกลออกไปจากแหล่งน้ำจะใช้เครื่องมือหาปลา และเวลาน้อยกว่าชุมชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำ

เครื่องมือประมงจะวางดักจับปลาในบริเวณที่เรียกว่า “ลวง”  ซึ่งชาวบ้านจะจับจองเป็นเจ้าของเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่เหมาะกับการใช้เครื่องมือชนิดนั้นๆ คนอื่นจะวางเครื่องมือซ้อนทับไม่ได้ การมี “ลวง” ดักจับปลาของเครื่องมือแต่ละชนิดจึงแสดงให้เห็นถึงระบบสิทธิที่ชุมชนใช้ในการจัดการทรัพยากรประมง นอกจากนั้น ชุมชนยังมีข้อห้ามมิให้ใช้วิธีการจับปลาแบบทำลายล้างอย่างเด็ดขาด เช่น ช็อตปลา ระเบิดปลา การใช้ยาเบื่อปลา หรือห้ามใช้เครื่องมือบางชนิดในช่วงฤดูกาลวางไข่ของปลา ในบางชุมชนมีการจัดทำเขตวังปลาอนุรักษ์ โดยมีกฎเกณฑ์ข้อห้ามเแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน

น่าเสียดายที่ว่า วัฏจักรของฤดูกาลตามธรรมชาติในลุ่มน้ำสงครามตอนล่างที่สร้างความอุดมสมบูรณ์จากระบบนิเวศน้ำท่วมสลับกับน้ำแห้ง ตามสายตาของรัฐ วิศวกรชลประทาน และบริษัทที่ปรึกษาเพื่อสร้างเขื่อน กลับมองว่าเป็นปัญหา “อุทกภัย” และ “ภัยแล้ง” ที่รังแต่สร้างความเสียหาย

ความไม่เข้าใจถึงระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะเช่นนี้เป็นที่มาของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งริเริ่มโดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานในขณะนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันน้ำท่วม เก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการชลประทานช่วงฤดูแล้ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเสนอให้ผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่ลุ่มน้ำสงคราม และผันต่อไปยังลุ่มน้ำก่ำ ซึ่งจะต้องมีการก่อสร้างเขื่อนกั้นบริเวณปากแม่น้ำสงคราม

แต่โครงการนี้ก็ต้องพบกับอุปสรรค เพราะขบวนการภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามมีการรวมตัวอย่างเข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับปัญหาการจัดการทรัพยาการมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2530 เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่บริษัทเอกชนเข้ามาปลูกยูคาลิปตัสรุกล้ำพื้นที่สาธารณประโยชน์ของชุมชน และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้นของชุมชนแม่น้ำมูลผู้เดือดร้อนจากเขื่อนปากมูลและเขื่อนราษีไศล ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำโขงเช่นกัน

เมื่อชาวบ้านลุ่มน้ำสงครามได้รับรู้ข่าวว่าจะมีการสร้างเขื่อนแม่น้ำสงคราม ในปี 2538 หรือ 6 ปี หลังจากมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในปี 2532 ชาวบ้านก็เริ่มตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเรือน พื้นที่นา ป่าบุ่งป่าทาม (ป่าน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก) พันธุ์ปลา และระบบนิเวศโดยรวมของลุ่มน้ำที่ชุมชนได้พึ่งพิงมาช้านาน แม้เจ้าของโครงการยืนยันว่าโครงการนี้จะเก็บกักน้ำตามลำน้ำระดับตลิ่ง ไม่ใช่อ่างเก็บน้ำ และเขื่อนจะไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและชุมชน แต่จากข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและบทเรียนผลกระทบจากกรณีเขื่อนปากมูล ทำให้ชาวบ้านลุ่มน้ำสงครามไม่เชื่อข้อมูลจากเจ้าของโครงการและบริษัทที่ปรึกษา และร่วมกันต่อสู้ตรวจสอบโครงการ จนในที่สุด แม้แต่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในปี 2544 ก็ได้มีข้อสรุปว่า ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ และเป็นผลให้โครงการเขื่อนน้ำสงครามต้องระงับไปในที่สุด

ในอดีต เขื่อนเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนา ความเจริญทางเศรษฐกิจ และความอยู่ดีกินดี  มาวันนี้ระบบคิดแบบเก่าได้ถูกท้าทายจากประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ขบวนการต่อสู้ภาคประชาชนในหลาย ๆ พื้นที่ได้ร่วมกันตรวจสอบ ตั้งคำถาม และเสนอให้เห็นถึงวิถีท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชนที่ตั้งอยู่บนการอยู่ดีกินดีเช่นกัน การตระหนักถึงสิทธิชุมชนในการปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น และสิทธิในการรับรู้ข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการพัฒนาของรัฐ  และใช้มันเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ และปกป้องชุมชนและทรัพยากรท้องถิ่นไว้

Pages

Subscribe to RSS - แม่น้ำสงคราม

 

กรุงเทพธุรกิจ 15 ธันวาคม 2541
กรุงเทพธุรกิจ 30 ตุลาคม 2541
ข่าวสด 24 กันยายน 2541
ข่าวสด 23 กันยายน 2541
กรุงเทพธุรกิจ 17 กันยายน 2539