สวนป่าเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคแม่น้ำโขง

หลังการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น อันนำมาซึ่งการผ่อนคลายทางการเมืองในประเทศภูมิภาคแม่น้ำโขง ยังผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละประเทศต่างมุ่งเน้นนโยบายการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น เพื่อนำพาประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดการค้าเสรี ทรัพยากรป่าไม้และที่ดิน อันเป็นฐานยังชีพของประชาชนส่วนใหญ่ในภาคชนบท ถูกใช้เป็นต้นทุนสำหรับการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้งสวนป่าเชิงพาณิชย์ ที่มุ่งปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสวนป่า

การขยายตัวของสวนป่าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมสวนป่าในภูมิภาคแม่น้ำโขง โดยเฉพาะสวนไม้ยูคาลิปตัส และอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายตัวของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมสวนป่าจากประเทศซีกโลกเหนือ เพื่อแสวงหาที่ดินและแรงงานราคาถูก สำหรับผลิตเยื่อกระดาษส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่บริโภคกระดาษอย่างฟุ่มเฟือย เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างๆ พร้อมกับการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทที่ปรึกษาด้านป่าไม้ เทคโนโลยี และเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยเงินทุนเหล่านั้นมาจากเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือของสถาบันการเงินที่ให้กับรัฐบาลแต่ละประเทศนั่นเอง

บริษัทที่ปรึกษาด้านป่าไม้มีบทบาทอย่างมาก ในการสนับสนุนให้เกิดสวนป่าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมสวนป่า บริษัทยัคโค พอยรี่ (Jaakko Pory) บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติฟินแลนด์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาบริษัทที่ปรึกษาด้านป่าไม้ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการขยายตัวของสวนป่าเชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมสวนป่าในภูมิภาคแม่น้ำโขง

ในปี 2533 รัฐบาลไทยรับเงินทุนช่วยเหลือจากองค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งฟินแลนด์ (Finnish International Development Agency: FINNIDA) เพื่อจัดทำแผนแม่บทป่าไม้แห่งชาติ โดยมีบริษัทยัคโค พอยรี่ เป็นผู้ดำเนินการยกร่าง ซึ่งในกระบวนการร่างแผน 3 ปี (2533-2536) งบประมาณร้อยละ 75 ของเงินช่วยเหลือ ถูกจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับพนักงานของบริษัท

ใน สปป.ลาว บริษัทยัคโค พอยรี่ ก็ได้เข้าไปร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาบูรพา (Burapha Development Consultants Co. Ltd.) ศึกษาโครงการปลูกสวนป่าอุตสาหกรรม (Industrial Tree Plantation Project: ITPP) ให้กับธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี โดยใช้งบประมาณสำหรับการศึกษา 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ทำงานให้เอดีบี บริษัทในกลุ่มของยัคโค พอยรี ก็ทำงานให้กับบริษัทบีจีเอ (ปัจจุบันคือ บริษัทโอจิ) ซึ่งเป็นบริษัทปลูกสวนป่าที่ได้ประโยชน์จากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากเอดีบี

สาระสำคัญของแผนแม่บทป่าไม้ของไทย และโครงการปลูกสวนป่าอุตสาหกรรมในลาว คือ การส่งเสริมการปลูกสวนป่าเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมสวนป่า

ในประเทศเวียดนาม บทบาทของบริษัทยัคโค พอยรี่ ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ การสร้างโรงงานเยื่อกระดาษไบบัง (Bai Bang) ที่รัฐบาลสวีเดนให้การสนับสนุน และยังเป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อตั้งสแกนเมเนจเมนท์ (Scanmanagement) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบต่อการสร้างและการดำเนินการโรงงานเยื่อกระดาษในช่วงทศวรรษ 1980

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สวนป่าเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคแม่น้ำโขง มิได้ปลูกเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสเท่านั้น กลุ่มทุนในประเทศแม่น้ำโขงเอง ได้ขยับขยายการลงทุนเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยปลูกไม้ชนิดอื่นที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะกระแสเฟื่องฟูของยางพารา นำไปสู่การขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างพุ่งพรวดของจีน ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์พุ่งสูงขึ้น ฉุดให้ราคายางธรรมชาติสูงตามไปด้วย บริษัทอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศภูมิภาคแม่น้ำโขง เช่น จีน ไทย เวียดนาม ซึ่งประสบข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูกในประเทศตนเอง จึงพากันขยับขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะใน สปป. ลาว

Pages

Subscribe to RSS - สวนป่าเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคแม่น้ำโขง

 

สำนักข่าวประชาธรรม 12 กุมภาพันธ์ 2551
กรุงเทพธุรกิจ 11 กุมภาพันธ์ 2551