โครงการผันน้ำโขงและสาละวิน

โครงการผันน้ำระหว่างประเทศ ถูกผลักดันอย่างเร่งรีบอีกครั้ง ทั้งในลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน  นับตั้งแต่ นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมกราคม 2551

การประกาศนโยบายที่จะผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ในภาคอีสานทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอโครงการผันน้ำต่าง ๆ ที่เคยมีการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้มาปัดฝุ่นอีกครั้ง ซึ่งครอบคลุมทั้งลุ่มแม่น้ำโขง ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำอื่น ๆ ในประเทศด้วย

โครงการผันน้ำระหว่างประเทศที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอในปัจจุบัน ได้แก่ โครงการผันน้ำโขงจากพม่าสู่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำปิง เสนอโดยกรมทรัพยากรน้ำ, โครงการจัดทำแผนหลักการผันน้ำจากเขื่อนน้ำงึม (ประเทศลาว) เสนอโดยกรมทรัพยากรน้ำ, โครงการผันน้ำสตึงนัม (ประเทศกัมพูชา) เสนอโดยกรมทรัพยากรน้ำ, โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน เสนอโดยกรมชลประทาน (ผันน้ำจากลุ่มน้ำโขงในเขตประเทศไทย), โครงการผันน้ำสาละวิน-เขื่อนภูมิพล เสนอโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และถ่ายโอนมาสู่กรมทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน (ผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินในเขตประเทศไทย) และยังมีอีกหลายโครงการอยู่ในแผนการดำเนินการในอนาคต เช่น โครงการผันน้ำจากเซบังเหียงลงลุ่มน้ำชีตอนล่าง, โครงการผันน้ำจากเซบั้งไฟ-มุกดาหาร เป็นต้น

ในระดับนโยบายระหว่างประเทศรัฐบาลไทยได้พยายามพัฒนากระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมในการพัฒนาทรัพยากรน้ำร่วมกันอันเป็นที่มาของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และโครงการผันน้ำโดยอาศัยเงื่อนไขของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ตกลงร่วมกันในวาระต่างๆ เช่น ข้อตกลงปฏิญญาพุกาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า การศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาโครงการเขื่อนสตึงนัมประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นทั้งเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าและเขื่อนเพื่อการผันน้ำต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2547 รัฐบาลไทยยังได้บรรลุคำแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) กับรัฐบาลลาวโดยได้ลงนามในบันทึกช่วยจำว่าด้วยการร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อผันน้ำจากน้ำงึมเซบั้งเหียง และเซบั้งไฟ ประเทศลาว มายังประเทศไทย นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2547 รัฐบาลไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือไทย-พม่าว่าด้วยการจัดการทรัพยากรน้ำซึ่งนำไปสู่การศึกษาโครงการผันน้ำโขงจากพม่าสู่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำปิงด้วย

บทเรียนในประเทศไทยอันเนื่องมาจากโครงการโขง-ชี-มูลในภาคอีสาน ซึ่งเป็นโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยได้สร้างปัญหาน้ำขังและดินเค็มกระจายในภาคอีสานจนต้องระงับโครงการหลักที่จะผันน้ำจากแม่น้ำโขงไปในปี 2537 และจนทุกวันนี้ยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้  ดังนั้นโครงการผันน้ำที่กำลังผลักดันรอบใหม่นี้จะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศและประชาชนซ้ำรอยโครงการโขง-ชี-มูลที่ล้มเหลวในอดีต

โครงการผันน้ำระหว่างประเทศเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอีกแบบหนึ่งที่จะส่งผลกระทบนานัปการไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลกระทบอันเกิดจากโครงการเขื่อน การผันน้ำจากลำน้ำหนึ่งสู่อีกลำน้ำหนึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาอย่างรุนแรงทั้งต่อลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขาอันส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบนิเวศของลุ่มน้ำและวิถีชีวิตของประชาชนที่พึ่งพิงลำน้ำนั้นๆ นอกจากนี้โครงการผันน้ำข้ามพรมแดนจากลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน ยังไปจำกัดการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องนำทรัพยากรที่มีอยู่ไปปรนเปรอความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่มิได้อยู่บนความเท่าเทียม และความยั่งยืน

แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำนานาชาติเป็นทรัพยากรสาธารณะร่วมกันของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำสาละวินมิใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพังการละเลยการพิจารณาผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มต่าง ๆ อันหลากหลาย และการตัดสินใจใด ๆโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อแม่น้ำและชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำสาละวินและอาจสร้างปัญหาความขัดแย้งในอนาคตได้ 

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงภาคอีสานออกแถลงประณามรัฐไร้ธรรมาภิบาล งุบงิบดันโครงการผันน้ำงึมสู่อีสาน

ประชาไท 24 มิถุนายน 2551

Pages

Subscribe to RSS - โครงการผันน้ำโขงและสาละวิน

 

สำนักข่าวประชาธรรม 16 กันยายน 2551
โพสต์ทูเดย์ 29 พฤษภาคม 2551