วุฒิพงศ์ปลุกผี ปลูกยูคาลิปตัส "สป."ชี้คิดแคบ ตัวทำโลกร้อน

มติชน 11 กุมภาพันธ์ 2551

"วุฒิพงศ์"ปลุกผี"ยูคาลิปตัส" สั่งศึกษาลู่ทางขยายพื้นที่ปลูกใน 25 ลุ่มน้ำ ขายราคาสูง เป็นพลังงานทางเลือก อ้างผลวิจัยมีแต่ข้อดี สป.ซัดคิดแคบ ระบุไม้ปีศาจตัวการทำบ้าน รมต.ร้อนแล้ง

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชาชน เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็ว ราคาดี เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะปลูกต้นยูคาลิปตัส เนื่องจากมีงานวิจัยชี้ชัดว่า การปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนาสามารถช่วยระบบนิเวศให้สมดุล ลดปัญหาโลกร้อน ทำให้ฝนตกอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มผลผลิตการเกษตรในบริเวณใกล้เคียงได้

"ที่ผ่านมาเคยนำ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ลงพื้นที่ภาคอีสานใต้ อาทิ จ.บุรีรัมย์ จ.ร้อยเอ็ด พบว่ามีการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนาได้ผลน่าพอใจ พื้นที่ไม่แห้งแล้ง ที่สำคัญต้นยูคาลิปตัสยังขายได้ราคาดีประมาณต้นละ 1,200 บาท ขณะนี้ตลาดกำลังขาดแคลนวัตถุดิบอย่างมาก การส่งเสริมการปลูกยูคาลิปตัสไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไอน้ำให้กับสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะโครงการคมนาคมทั้งหมด อาทิ รถไฟรางคู่ โดยใช้เทคโนโลยีเชื้อเพลิงชีวภาพ" นายวุฒิพงศ์กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทย์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาดูงานที่ประเทศแคนาดา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ต่อไป และจะมอบหมายให้ ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) สำรวจพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทย เพื่อจัดหาพื้นที่ระบบนิเวศป่าฝนที่เหมาะสมสำหรับปลูกยูคาลิปตัส โดยจะประสานข้อมูลกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ด้านนายนิคม แหลมสัก ภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การปลูกต้นไม้โตเร็วเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่ทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ยูคาลิปตัสเป็นหนึ่งในไม้โตเร็วที่ปลูกในประเทศไทยมากกว่า 10 ปี มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่า ยูคาลิปตัสไม่ได้ส่งผลกระทบกับดินและน้ำ ผลจากการศึกษาคุณภาพดินก่อนปลูกและหลังปลูก พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง

"พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นต้นยูคาลิปตัส ต้นยางพารา หรือต้นสัก แต่จะปลูกให้ได้ผลต้องขึ้นอยู่กับการจัดการพื้นที่ปลูกให้ถูกต้อง การนำไม้ยูคาลิปตัสมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นมีความเป็นไปได้ ขณะนี้ยุโรปตอนใต้มีการตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้ในระดับอุตสาหกรรม ขณะที่เทคโนโลยีดังกล่าวของไทยยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาระบบในห้องปฏิบัติการ และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนโรงงานต้นแบบ" นายนิคมกล่าว

นายนิคมกล่าวด้วยว่า เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากไม้ คือการนำไม้โตเร็วมาเข้าสู่กระบวนการย่อยด้วยวิธีการเผาไหม้อย่างรวดเร็วโดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีแบบไม่ใช้ออกซิเจน หรือกระบวนการไพโรไลซิส เปลี่ยนไม้เป็นของเหลว หรือเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจะได้เชื้อเพลิงร้อยละ 70 ของน้ำหนักไม้ และเมื่อนำเชื้อเพลิงที่ได้ไปผ่านกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นจะได้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลสังเคราะห์ สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์

ขณะที่ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทราบกันดีว่า การปลูกยูคาลิปตัสส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เพราะยูคาลิปตัสดูดซับสารอาหารต่างๆ ในดิน และความชุ่มชื่นจากน้ำจนหมด รวมทั้งยังแย่งสารอาหารจากพืชที่ปลูกใกล้เคียงทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศเริ่มเสื่อมโทรม แห้งแล้ง ในที่สุดอุณหภูมิจะสูงขึ้น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล

"พื้นที่ภาคตะวันออกที่ปลูกยูคาลิปตัสจำนวนมากกลายเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ฝนทิ้งช่วงไม่ตกต้องตามฤดูกาล ที่อ้างว่าจะทำให้ระบบนิเวศดีนั้น จึงไม่เป็นความจริง สิ่งที่น่ากังวลคือ หากปลูกยูคาลิปตัสในพื้นที่ป่าของไทย จะเพิ่มความร้อนให้โลก สวนกระแสลดโลกร้อน" ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว