มหันตภัย “ยูคาลิปตัส”

สำนักข่าวประชาธรรม 12 กุมภาพันธ์ 2551

โดย : ประสิทธิ์ ไชยชมพู 

แนวคิดปลูกต้นยูคาลิปตัสไม่ใช่เรื่องใหม่รัฐบาลหลายยุคมีแนวคิดดำเนินการโดยอ้างข้อดีต่างๆนานาขณะที่ฝ่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมก็คัดค้านโดยการยกผลกระทบเชิงประจักษ์ในหลายพื้นที่มาโต้แย้งโดยที่ข้อโต้แย้งเหล่านั้นรัฐเองยังไม่มีคำตอบหรือคำอธิบายที่ชัดเจนใดๆ

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้สำนักข่าว “ประชาธรรม” เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือน มิถุนายน 2544 และในกรณีเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2551 ที่ผ่านมา นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในฐานะ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็ว ราคาดีเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะต้นยูคาลิปตัส เนื่องจากมีงานวิจัยระบุว่าการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนาจะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ให้สมดุล ลดปัญหาโลกร้อน

แนวคิดดังกล่าวในเบื้องต้น รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แจงว่า จะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาดูงานที่ประเทศแคนาดา และจะมอบหมายให้ ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) สำรวจพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทยเพื่อจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยูคาลิปตัสต่อไป

อย่างไรก็ตาม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดการปลูกต้นยูคาลิปตัสไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยเคยมีแนวคิดที่จะดำเนินการโดยการกล่าวอ้างเหตุผลข้อดีต่างๆนานา ขณะที่ฟากองค์กรสิ่งแวดล้อมก็พยายามคัดค้านโดยการหยิบยกผลกระทบเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่มาโต้แย้ง อาทิ การทำให้ดินเสื่อมสภาพ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ เป็นต้น เหล่านี้คือข้อโต้แย้งที่รัฐเองยังไม่มีคำตอบหรือคำอธิบายที่ชัดเจนใดๆ

ดังนั้น บทความเรื่อง “มหันตภัย ยูคาลิปตัส” แม้จะผ่านการเผยแพร่ครั้งแรกมานานกว่า 6 ปี แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสำนักข่าว”ประชาธรรม” ขอนำบทความชิ้นนี้มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง...(ข้อมูลบางส่วนมีการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน)

............................................................................

ตามประกาศกฎกระทรวงฉบับที่ 58 ปี 2502 มาตรา 1 และ 26 ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนสัตว์ป่า ปี 2497 มีการประกาศให้ "ป่าดงใหญ่" เนื้อที่ 631,250 ไร่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ครั้นถึงปี 2531 กลับเหลือพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพียง 212,500 ไร่เท่านั้น นอกนั้นกลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมถึง 418,750 ไร่ ประกอบด้วยไม้ใหญ่ เช่น ยาง ตะเคียน มะค่า พยุง ฯลฯ

สภาพป่าที่หายไป มีสาเหตุจากรัฐให้สัมปทานเอกชนโค่นตัดมาตั้งแต่ปี 2509 และนายทุนได้ฉวยโอกาสรุกขยายลักลอบตัดไม้กันเป็นจำนวนมาก ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ชาวบ้านก็มีส่วนตัดไม้เพื่อปลูกเรือน และแปรรูปขายกันเองบ้าง ในสมัยที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตามนโยบาย "บ้านล้อมป่า" ที่รัฐตอบโต้ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

จนกระทั่งป่าเสื่อมโทรมแล้ว แทนที่รัฐจะดำเนินการปลูกไม้ป่าดั้งเดิมทดแทน หรือปล่อยให้ป่าฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ แต่รัฐกลับส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนปลูกป่า "ยูคาลิปตัส" เสียอีก ซึ่งกรณีการใช้พื้นที่ป่าจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ได้ถูกบัญญัติขึ้นจากผู้มีอำนาจในรูปลักษณาการดังนี้ : รัฐปลูกยูคาลิปตัส เพื่อต้องการทดแทนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และเอกชนปลูกยูคาลิปตัส เพื่อสร้างไม้เศรษฐกิจ ขณะที่ป่าเสื่อมโทรมเนื้อที่เพียงเล็กน้อย ที่ชาวบ้านเข้าไปทำไร่ทำนามานานกว่า 30 ปีนั้น ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผู้บุกรุก" ไปโดยปริยาย!

ยูคาฯ ตัวการทำลายป่าต้นน้ำ รุกรานที่ทำกินชาวบ้าน

"ป่าดงใหญ่" มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ผืนป่ามีรอยต่อ 3 จังหวัดคือ อ.ประคำ อ.โนนดินแดง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา และ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ไปจนจรดชายแดนกัมพูชา เป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำกำเนิดของลำนางรอง และลำมาศ ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำมูน เฉพาะบริเวณป่าเขาหัวน้ำผุด(เขตประคำต่อเสิงสาง)เนื้อที่ 2,500 ไร่ (อดีตพระประจักษ์ เคยบิณฑบาตเป็นเขตอภัยทานเพื่อรักษาป่าและปฏิบัติธรรม) เป็นแหล่งกำเนิดลำห้วย 6 สายคือ ห้วยหินเพลิง น้ำผุด ซับใหญ่ ซับน้อย โป่งลิง และซับหวาย ไหลรวมลงลำนางรอง

เฉพาะป่าดงใหญ่เขต ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง มีลำนางรองไหลผ่าน และมีลำห้วยสาขามาสมทบอีกคือ ห้วยยาง ห้วยแรด ห้วยแจง ฯลฯ ความสมบูรณ์ของป่า จึงพอมีอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เมื่อสัมปทานป่ายูคาลิปตัสเพิ่มมากขึ้นๆ แหล่งน้ำที่เคยไหลตามธรรมชาติทั้งปี กลับเหือดแห้ง เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อน เพราะขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร

ระยะแรก บริษัท บุรีรัมย์ทำไม้ จำกัด ได้สัมปทานปลูกยูคาฯ แต่เมื่อปี 2536 ก็หมดอายุสัมปทาน และได้มี บริษัท สวนป่ากิตติ จำกัด เข้ามาดำเนินการต่อ และขยายพรมแดนออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดบริษัทลูก เช่น บริษัทบุรีรัมย์ บริษัทนางรอง ฯลฯ เข้ามารับช่วงสัมปทาน

12 หมู่บ้านใน ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 50 ปีแล้ว ชาวบ้านได้จับจองพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพื่อทำนาทำไร่ทำสวน โดยถือครองที่ดินครอบครัวละ 50-100 ไร่ เมื่อสถานการณ์สงครามลัทธิในประเทศได้ผ่อนเพลาลง ด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรี(พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) 66/2523 ผู้เข้าป่าได้ทิ้งอาวุธออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลสมัยนั้นยังสัญญาว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ และบริเวณที่อยู่อาศัยอีกจำนวน 1 ไร่ แต่บางหมู่บ้านได้รับจัดสรรครอบครัวละ 12 ไร่ ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ต่อมาบางหมู่บ้านได้เจรจาขอเพิ่มพื้นที่อีกครอบครัวละ 6 ไร่

ขณะที่อีกกว่า 1,000 ครอบครัวในเขตป่าดงใหญ่ ห้วยน้ำผุด ไม่ได้รับพื้นที่ทำกินตามสัญญา!

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านได้เจรจาขอสงวนที่ดินที่เคยทำกินเดิมของชุมชนแปลงใหญ่ ไว้เป็นที่สาธารณะประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น บ้านโคกเพชร จำนวน 1,600 ไร่ บ้านคลองหิน จำนวน 2,800 ไร่ ถือว่าเป็นการมองการณ์ไกลของชาวบ้านเพื่อให้ได้ผืนดิน อันเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญของชาวบ้าน ซึ่ง พท.สนั่น มะเริงสิทธิ์(ยศขณะนั้น) รับปากตามนั้น

จากจุดนี้เอง เมื่อกาลล่วงเลยมา รัฐกลับบิดพลิ้ว โดยนำที่ดินที่ชาวบ้านขอสงวนไว้ อนุญาตให้บริษัทสัมปทานได้พื้นที่ไปปลูกยูคาลิปตัส ทับซ้อนกัน แน่นอน-ในทางกฎหมาย รัฐยังไม่ประกาศพื้นที่ขอสงวนของชาวบ้านดังกล่าว ให้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ แต่ชาวบ้านก็ถือสิทธิชุมชน สิทธิตามธรรมชาติ เข้าไปทำกินเพาะปลูกต่อไป จนเป็นข้อพิพาทกัน รวมถึงยังใช้กำลังขับไล่ชาวบ้านอีกด้วย

สารพิษจากป่ายูคาฯ เจือปนลำน้ำธรรมชาติ

จากการสำรวจพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน พบว่าบริษัทที่สัมปทานยูคาลิปตัส ได้พัฒนาการปลูกไปหลายขั้น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์กำไรสูงสุดของบริษัท ตั้งแต่ปี 2536 ถึงปัจจุบัน บริษัทสวนป่ากิตติ เข้าดำเนินการจริงหลายหมื่นไร่

ระยะแรก วิธีการไถพรวนแล้วปลูก บริษัทเอกชนก็ปลูกวิธีเดียวกับกรมป่าไม้ ผิดแต่ว่าบริษัทใส่ปุ๋ยเคมี ฉีดสารเคมีกำจัดหญ้าในแปลง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง (ครั้งแรก พ.ย.-ธ.ค. ครั้งที่สอง เม.ย.-พ.ค.)

ระยะต่อมา บริษัทเอกชนใช้วิธีการไถพรวนขุดร่องพูนดินแล้วปลูก ระหว่างต้น 3 เมตร จะมีร่องลึกราว 0.30-0.50 เมตร กล่าวคือ จะใช้รถไถใหญ่ 3 พาน เดินเครื่องรถไถแล้วยกพาน เป็นระยะ ๆ ลักษณะเช่นนี้จะเกิดร่องน้ำที่มีดินคั่นปิดหัวท้ายของร่อง

ระยะต่อมา ใช้วิธีพรวนขุดดินเป็นร่องลึกพูนแปลง มักจะทำในพื้นที่ลุ่มน้ำขังเป็นส่วนมาก เช่น ถมหนองปรือ หนองตะเคียน (ที่โนนลาดเอียงก็ทำบ้างเช่นกัน) วิธีนี้เมื่อไถพรวนแล้ว จะใช้รถขุดระหว่างแปลง หน้าแปลงกว้างราว 10 เมตร ปลูกต้นยูคาฯ 6 แถว ระหว่างแปลงจึงจะคั่นด้วยร่องลึก 1-3 เมตร กว้างตั้งแต่ 1-4 เมตร

วิธีการในระยะหลัง ๆ นัยว่าเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมแปลงยูคาลิปตัส และเพิ่มพื้นที่ปลูกยูคาฯ ไปพร้อมกัน (เดิมทีไม่นิยมปลูกยูคาฯในที่ลุ่มน้ำขัง) กับขังน้ำไว้หล่อเลี้ยงยูคาฯ

ระบบป่าไม้ธรรมชาตินั้น จะดูดซับน้ำฝนที่ตกลงมาเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือจำนวนมากจะไหลบ่าหลากลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนจะไหลลงสู่หนอง ห้วย ลำธาร คลองและแม่น้ำสายใหญ่ตามลำดับ

เป็นที่รู้กันดีว่า ยูคาลิปตัส ดูดซับน้ำมากอยู่แล้ว เมื่อขุดดินพูนแปลงเป็นร่องน้ำลึกและกว้างหลายขนาดเช่นนี้ ทำเสมือนที่กักน้ำฝนไว้จำนวนมากแต่เพียงผู้เดียว ลำน้ำต้องแห้งขอดในฤดูแล้ง ทั้ง ๆ ที่อดีตไม่เคยแห้งขอด ดังที่ชาวบ้านพบความผิดปรกติชัดเจน เช่น ห้วยหนองปรือ เป็นต้น

ร่องน้ำแปลงปลูกยูคาฯ หลุมดักสัตว์ใหญ่

เมื่อไม่นานมานี้ ชาวตำบลลำนางรองพบ "หมี" ใหญ่ตกลงในร่องแปลงยูคาฯ ไม่สามารถไต่ขึ้นได้ต่อมา ถูกพรานสังหาร ไม่เพียงเท่านั้น "ช้างป่า" ไม่กล้าผ่านแปลงยูคาฯ ฝ่าเข้าไปหากินในป่าธรรมชาติ เนื่องจากแปลงยูคาฯ ขนาดใหญ่มีสลับซับซ้อนทั่วไปกับป่าธรรมชาติ ขนาดของร่องหลุมกักน้ำ แปลงยูคาฯ ได้กลายเป็นกับดักสัตว์ป่าประเภทหมีและช้างไปเสียแล้ว

โดยเฉพาะพื้นที่เรียกว่า "ป่าห้าพันไร่" มีโป่งดิน 3 แห่ง ช้างป่าเคยเข้ามากินอยู่เป็นประจำ จนบริเวณนี้ถูกเรียกชื่อว่า "โป่งช้าง" ผลกระทบสืบมาคือ ช้างป่าต้องอพยพไปหากินนอกเขตตามสัญชาติญาณการอยู่รอด คือ ออกจากป่าดงใหญ่ทิศตะวันตกเขตติดบ้านโคกเพชร ข้ามไปหากินด้านทิศตะวันออก เลยเขตบ้านลำนางรอง และบ้านคลองหิน ดังที่ชาวบ้านได้พบเห็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2539-2544 อันเป็นช่วงปัญหายูคาฯ ส่งผลกระทบรุนแรง โดยสรุป เหตุที่ช้างป่าไปหากินนอกเขตเดิมมีอย่างน้อย 3 ประการ

  1. แหล่งอาหารธรรมชาติขาดแคลน ต้นไม้พืชกินได้ตามธรรมชาติถูกทำลาย หญ้าถูกกำจัดด้วยสารเคมี รวมทั้งเข้าไปหาดินโป่งกินไม่ได้
  2. ช้างกลัวตกหลุมลึกในแปลงยูคาฯ
  3. ขาดแคลนแหล่งน้ำในฤดูแล้ง ลำน้ำธรรมชาติแห้งขอดเร็วกว่าปรกติ

ยูคาฯ ผลกระทบต่อสุขภาพคน

พื้นที่ปลูกยูคาฯ แทบทั้งหมดทับที่ทำกินของชาวบ้าน แม้กระทั่งพื้นที่ชาวบ้านขอสงวนไว้เป็นสาธารณะประโยชน์ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานในอนาคต ไม่เพียงเท่านั้น แหล่งน้ำยังถูกเจือปนไปด้วยสารเคมีเข้มข้นในต้นฤดูฝน ทำให้คนและสัตว์ที่บริโภคน้ำในลำธารล้มป่วย เจ็บ และตาย ชาวบ้านระบุว่า ระหว่างปี 2540-2543 มีคนป่วย 30 คน จะมีอาการตาเหลือง ผิวหนังพุพอง คอบวม ทรุดประมาณ 3 เดือน ก็ตาย 1 ราย ส่วน วัว ควาย ก็ป่วยตาย 1 ตัว อีก 9 ตัว รักษาชีวิตไว้ทัน

เมื่อบริษัทฉีดสารเคมีกำจัดหญ้าในแปลง ในระยะ 7 วันหญ้าในแปลงจะเหี่ยวแห้งตายสนิทพร้อม ๆ กัน เมื่อฝนตกลงมาจะชะล้างสารเคมีตกค้างในแปลง ไหลรวมกันลงสู่ลำน้ำ เมื่อน้ำนิ่งจะเป็นสีเขียว มีปลาตายและปริมาณปลาลดลง นอกจากนี้ลำน้ำแห้งขอด น่าจะมาจากการขุดไถคันดิน เพื่อปรับพื้นที่ปลูกยูคาฯ ซึ่งมีพบทั่วไป เช่น หนองตะเคียน และคลองหิน หนองปรือ เขต หมู่ 1 และหมู่ 9

จากพฤติกรรมปลูกยูคาฯ เช่นนี้ ทำให้ขาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า

  • สัญญาสัมปทานได้ให้สิทธิต่อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์รุนแรงเช่นนี้ด้วยหรือ เพราะไม่เพียงแต่สร้างแอ่งกักน้ำไว้กระจัดกระจายทุกหนทุกแห่งแล้ว ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสัตว์ป่า ต้องโยกย้ายไปหากินยังแหล่งที่ไม่คุ้นเคยและปลอดภัย แหล่งน้ำทำการเกษตรแห้งขอดไม่พอเพียง คนสัตว์เจ็บป่วย เนื่องจากบริโภคน้ำที่เจือปนด้วยสารพิษ ปลาในลำน้ำลดลง
  • ยังมีแนวโน้มว่า รูปแบบการปลูกเชิงทดลองเพื่อเร่งการเจริญเติบโต 2 แบบหลังนั้น โดยเฉพาะแบบที่สาม เมื่อตัดโค่นยูคาฯ แล้ว รู้ข่าวเลา ๆ ว่า บริษัทจะไถพลิกกลับสลับใหม่อีกรอบ ซึ่งถือว่า เป็นการทำลายหน้าดิน และคุณภาพดินอุ้มน้ำเลื่อมลงอย่างล้างผลาญอีกด้วย
  • ความจริงอีกประการหนึ่ง คือ บริษัทปลูกยูคาฯ ยังถือสิทธิเอาแต่ได้ โดยเปิดทำนบฝายกั้นน้ำล้นของชาวบ้าน หรือ "ฝายประชาอาสา" ทำไว้อาศัยน้ำเพื่อการเกษตร และหากินปูปลาในลำน้ำ ทำประหนึ่งว่า เป็นเจ้าของทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างในพื้นที่ติดสัมปทานอีกด้วย

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า "กันป่า-กั้นคน" หรือ "กันเขต" ให้สัมปทาน

ยิ่งกว่านั้น การตั้งหน่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่เขตรอยต่อป่าธรรมชาติกับป่าเสื่อมโทรม โดยพยายามกดดันให้คนออกจากป่า คนไม่สามารถเข้าไปพึ่งพาที่ดินทำกินได้ รวมถึงไม่สามารถใช้สอยไม้ในป่าได้ ส่งผลให้ชาวบ้านซึ่งมีพื้นที่ทำกินตามจัดสรรจำกัดเฉพาะครัวเรือนเก่า ส่วนลูกหลานที่แยกขยายครอบครัวออกมาในรอบ 30 ปี จึงเดือดร้อนในการดำรงชีพอย่างมาก

สิ่งนี้ ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้ผิดกฎหมายเข้าไปทุกที หรือแหย่ขาข้างหนึ่งเข้าตะรางเกือบตลอดเวลา เมื่อต้องลอบเข้าไปทำการเกษตรในที่ดินเคยอาศัยและตัดไม้หักฟืน จนมีคำถามคาใจชาวบ้านรอบแนวป่าดงใหญ่ว่า ป่าเป็นของใคร? … ทรัพยากรเป็นของใครกันแน่? ชาวบ้านไม่มีสิทธิเช่าที่ดินทำกินในป่าเสื่อมโทรม แต่นายทุนกับได้สิทธิสัมปทานถือครองทำประโยชน์นับหมื่น ๆ ไร่ อีกทั้งยังทำร้ายธรรมชาติให้เสียหาย ส่งผลกระทบสืบเนื่องแผ่กว้าง ด้วยอายุสัมปทานปลูกยูคาฯ นานถึง 30 ปี คิดเป็นเงินต่อไร่ เพียง 20 บาท/ปีเท่านั้น นี่หรือคือความเป็นธรรม!!

ชาวบ้านเรียกร้องให้จัดการที่ดินทำกินให้เหมาะสมกับประชากร และให้ชาวบ้านมีส่วนในการดูแลรักษาป่า สร้างกฎเกณฑ์ ชุมชนกับป่าให้สอดคล้อง อาศัยพึ่งพากันได้

ไม่เช่นนั้น วันข้างหน้าจะเกิดปัญหายุ่งยากตามมาอีกทวีคูณ!!

สำนักข่าวประชาธรรม  www.newspnn.com