ภาคประชาสังคมทวาย เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนตัวจากโครงการทวายที่มีปัญหาและไม่ได้รับการแก้ไข

4 สิงหาคม 2558 | ไทยพับลิก้า

ภาคประชาสังคมทวาย เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนตัวจากโครงการทวายที่มีปัญหาและยังไม่ได้รับการแก้ไข สืบเนื่องจากการที่ประเทศญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามในบันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intent : MOI) กับรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าเพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในการประชุมผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2558 นี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น และญี่ปุ่นยังได้เตรียมการที่จะเจรจาเข้ามาถือหุ้นในบริษัท ทวาย เอสอีแซต จำกัด – บริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจที่ขณะนี้ถือหุ้นโดยรัฐบาลไทยและพม่าฝ่ายละ 50 ต่อ 50 ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังได้แสดงเจตจำนงที่จะสนับสนุนการก่อสร้างถนนในทวายระยะทาง 138 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างโครงการทวายมายังชายแดนไทยด้วย

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2553 ที่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด เข้าไปดำเนินการโครงการในพื้นที่ทวาย (ดู ‘ลำดับเหตุการณ์สำคัญ’ ในรายงาน “เสียงจากชุมชน: ข้อกังวลเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยวข้อง” ชาวบ้านในพื้นที่ได้ร้องเรียนหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับผลกระทบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการ ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ดินและทำลายพืชสวนไร่นา การยึดที่ดิน การสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำรงชีพ การบังคับให้โยกย้าย และกระบวนการชดเชยที่ผิดพลาดร้ายแรงและไม่เป็นธรรม จนเป็นที่มาของการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยเมื่อปี 2556

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวบ้านและกลุ่มท้องถิ่นในทวายได้เรียกร้องให้รัฐบาลพม่า รัฐบาลไทย และบริษัทอิตาเลียนไทยฯ รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น และดำเนินการแก้ไข ก่อนที่จะเริ่มเจรจาเพื่อผลักดันโครงการรอบใหม่ แต่จนวันนี้ยังไม่มีการจัดการกับปัญหาที่ยังคาราคาซัง แต่กลับมีการเดินหน้าเจรจาไตรภาคีระหว่างไทย พม่า และญี่ปุ่น และบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ก็ประกาศว่าตนจะได้รับสัมปทานโครงการทวายรอบใหม่ในเฟสเริ่มต้น (Initial Phase) โดยปราศจากความรับผิดชอบใด ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ทางกลุ่มภาคประชาสังคม อันประกอบไปด้วย สมาคมพัฒนาทวาย, องค์กรตะกาปอว์, และสมาคมวิจัยทวาย จึงได้ร่วมกันส่งจดหมายเรียกร้องให้ประเทศญี่ปุ่นถอนตัวจากโครงการทวายที่มีปัญหานี้ และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลการศึกษาในโครงการที่เกี่ยวข้องนี้ด้วย

คลิ๊กอ่านเนื้อหาจดหมาย

 

ที่มา: thaipublica