ผวา! วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 'ไทยฮั้ว'เบรกลงทุนยางแท่ง1,000 ล้าน

ฐานเศรษฐกิจ 5-8 ตุลาคม 2551

บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน)(บมจ.)เป็นบริษัทผลิตและส่งออกยางครบวงจรรายใหญ่ ที่ส่งออกยางไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก ณวันนี้ครอบคลุมถึง 76 ประเทศแล้ว มียอดส่งออกต่อปีมากกว่า 20,000 ล้านบาทวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นและเขย่าขวัญนักธุรกิจไปทั่วโลก "หลักชัย กิตติพล"กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยฮั้วยางพารายอมรับว่ามีความวิตกผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์มากในฐานะหัวเรือใหญ่เขาจำเป็นต้องวางแผนรับคลื่นวิกฤติครั้งนี้

หลักชัยมองว่าวิกฤติสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและลามสู่สหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศ วันนี้เป็นวิกฤติที่รุนแรงอยู่ในภาคการเงินแต่โอกาสจะลามสู่ภาคอื่นๆ เรียลเซ็กเตอร์หรือภาคผลิตที่แท้จริงมีแน่!แต่จะแค่ไหน? แม้สภาสูงสหรัฐฯจะเห็นชอบแผนฟื้นฟูไปแล้วก็ตามเพราะฉะนั้นในฐานะที่กลุ่มไทยฮั้วเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าไปต่างประเทศทั่วโลกมีความเกี่ยวพันกับสถาบันการเงินกับลูกค้ามากถึง 76 ประเทศจึงต้องมีความระมัดระวังทั้งด้านการค้าส่งออกและการลงทุน

ในด้านการค้าส่งออกสิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดและต้องระมัดระวังมากที่สุดคือปัญหาการชำระเงินของลูกค้าเพราะวิกฤติการเงินเม็ดเงินหายไปจากตลาดเป็นห่วงว่าลูกค้าซื้อสินค้าแล้วจะมีเงินชำระหรือไม่ซึ่งเวลานี้ปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วโดยเขาอธิบายว่าปัญหาการชำระเงินไม่เพียงแต่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯเท่านั้นแต่ส่งออกไปประเทศอื่นมีปัญหาแล้ว พร้อมยกตัวอย่างกรณี บมจ.ไทยฮั้วส่งวัตถุดิบคือยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ให้กับลูกค้าที่สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งลูกค้านำไปผลิตยางล้อรถยนต์ส่งออกไปตลาดสหรัฐฯเมื่อสหรัฐฯมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอซื้อ ลูกค้าในจีนขายสินค้าให้สหรัฐฯไม่ได้จะชำระเงินให้กับไทยฮั้วล่าช้ากว่าปกติ เป็นต้น

นอกจากนี้การขยายตลาดใหม่ เช่นประเทศเคนยาผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าและเปิดแอล/ซี ธนาคารของไทยไม่ยอมรับแอล/ซีประเทศเคนยาเพราะฉะนั้นปัญหาดังกล่าวจึงอยากให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประสานกับธนาคารพาณิชย์ของไทยให้ยอมรับแอล/ซีจากประเทศใหม่ๆ ด้วยเพราะเวลานี้ผู้ส่งออกได้ขยายตลาดใหม่ไปมากเพื่อทดแทนตลาดเก่าที่อิ่มตัวหรือกระจายความเสี่ยงเพราะตลาดเก่ามีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโดยเป็นการขยายทั้งตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และตามแผนของบริษัทที่ต้องการกระจายตลาดให้มากหากแบงก์ไม่รับแอล/ซีจะทำให้การขยายตลาดมีปัญหาได้

ในด้านการลงทุนจากเดิมมีแผนจะขยายโรงงานผลิตยางแท่งอีก 1 แห่งกำลังผลิต 60,000 ตันต่อปีแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้ได้ตัดสินใจชะลอแผนลงทุนดังกล่าวไว้ก่อนซึ่งโรงงานยางแท่งต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาททั้งเงินลงทุนสร้างโรงงานและเงินหมุนเวียนธุรกิจสภาพตลาดเงินที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้จำเป็นต้องชะลอออกไปก่อน

ทั้งนี้ปัจจุบัน บมจ.ไทยฮั้วมีกำลังผลิตยางแท่งประมาณ 180,000 ตันต่อปี จาก 3 โรงงานได้แก่โรงงานจังหวัดสงขลา 60,000-70,000 ตันโรงงานจังหวัดระยอง 50,000-60,000 ตัน จังหวัดหนองคาย 50,000 ตัน ยางแผ่นรมควัน 180,000 ตันต่อปี จาก 5 โรงงานได้แก่โรงงานที่จังหวัดสงขลา 50,000 ตันโรงงานจังหวัดกระบี่ 45,000 ตัน โรงงานจังหวัดตรัง 20,000 ตัน จังหวัดอุดรธานี 25,000-30,000 ตัน จังหวัดระยอง 20,000-30,000 ตัน น้ำยางข้น 100,000 ตันต่อปี จาก 3 โรงงาน ได้แก่โรงงานจังหวัดสงขลา 40,000-45,000 ตัน จังหวัดกระบี่ 30,000 ตันจังหวัดสกลนคร 25,000 ตัน นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตยางคอมปาวด์ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท SEAGIFT ผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่จากประเทศจีนที่จังหวัดระยองกำลังผลิต 25,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ดีสำหรับเป้าหมายยอดขายปี 2551 ที่ตั้งไว้ 22,000 ล้านบาทแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาแต่ยังมีความมั่นใจว่ายอดขายจะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยอาจจะทำได้ถึง 24,000 หรือ 25,000 ล้านบาทเนื่องจากราคายางตลาดโลกปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 30% ส่วนเป้าหมายส่งออกปีหน้าปกติบริษัทจะวางแผนธุรกิจและตั้งเป้าผลการดำเนินงานปีถัดไปในเดือนพฤศจิกายนแต่ปีนี้คงจะต้องรอดูสถานการณ์ทิศทางเศรษฐกิจโลกให้ชัดเจนก่อน

"วันนี้ได้แต่ภาวนาอย่าให้สถาบันการเงินล้มกันระเนระนาดหากมาถึงจีน อินเดียเมื่อใดลำบากแน่ เพราะโดยจีนเองวันนี้มีปัญหามากมายเพียงแต่ไม่มีการประกาศสู่ประชาคมโลกเท่านั้นการทำธุรกิจต้องประคับประคองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด"

การเตรียมความพร้อมรับมือของบมจ.ไทยฮั้วถือว่าเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ทำเต็มที่และดีที่สุดและเชื่อว่าจะฝ่าวิกฤติเหตุการณ์ไม่คาดฝันระดับโลกครั้งนี้ได้