ล่องแก่งเบิ่งผา เหลียวหน้าแลหลัง: ส่องชีวิตแม่น้ำโขงที่กำลังถูกทำลาย

3 มกราคม 2559 เขียนโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ตีพิมพ์ใน คม ชัด ลึก 

 

“หากอียิปต์คือของขวัญจากแม่น้ำไนล์ เมืองศรียโสธรปุระ อาณาจักรนครวัด ก็คือของขวัญจากแม่น้ำโขง” ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวส่วนหนึ่งของสุรจิต ชิรเวทย์ อดีต ส.ว. จ.สมุทรสงคราม ในช่วงเสวนาของงาน “ล่องแก่งเบิ่งผา ชิมปลาแม่น้ำโขง: เปิดตัวหนังสือ ‘นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ลุ่มน้ำโขง :จากแก่งคุดคู้ถึงผาชันในกระแสการเปลี่ยนแปลง’ ” โดยจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ Root Garden ปากซอยทองหล่อ 3 ร่วมจัดโดย มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ (FER) มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต (Nature Care) และเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน

บรรยากาศงานจำลองความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงโดยมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศที่หลากหลาย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับแม่น้ำโขง พร้อมด้วยไวนิลความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำโขงในcง่มุมต่างๆ ทั้งด้านการเกษตรริมโขง การประมง  ประเพณีและวัฒนธรรม นอกจากนั้นยังมีการจำหน่ายปลาแม่น้ำโขงทั้งปลาสดและสินค้าแปรรูปต่างๆ พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมของลูกหลานแม่โขงในยามช่วงค่ำ ทำให้บรรยากาศภายในงานดูอบอุ่นและสนุกสนาน

จุดประสงค์หลักของงาน คือ การนำเสนอข้อมูลและบอกเล่าความเป็นมา ขั้นตอนหรือกระบวนการเก็บข้อมูลการทำวิจัยร่วมกันระหว่างเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านในพื้นที่ 7 จังหวัดริมโขงของหนังสือ ‘นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ลุ่มน้ำโขง: จากแก่งคุดคู้ถึงผาชันในกระแสการเปลี่ยนแปลง’ โดยข้อมูลส่วนใหญ่ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศที่หลากหลายและมีลักษณะเฉพาะ วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้านที่ผูกพันกับอภิมหานทีแห่งนี้ แต่ถึงกระนั้นวิถีชีวิตของชาวบ้านและชีวิตของแม่น้ำโขง อันเปรียบเสมือน “แม่” ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตลูกหลานริมฝั่งกว่า 70 ล้านคน ใน 6 ประเทศ ทั้งจีนตอนใต้ เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ก็กำลังจะอ่อนล้าจากการถูกบั่นทอนโดยเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง กว่า 12 เขื่อน ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้มีการรายงานความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงและวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งเป็นผลกระทบอันเกิดจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีน และเขื่อนที่กำลังก่อสร้างอยู่ในตอนล่างของแม่น้ำโขง

ในช่วงเสวนาแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง มนตรี จันทวงศ์ เจ้าหน้าที่โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) ได้กล่าวที่มาของการเก็บข้อมูลและการทำงานร่วมกันขององค์กรภาคประชาสังคมและชาวบ้านในพื้นที่ริมโขงว่า งานวิจัยหรือหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากการที่มีประเด็นในความพยายามที่จะสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ในช่วงปี 2551-52  ซึ่งจะอยู่ใกล้กับ จ.อุบลราชธานี จึงได้มีการทำงานร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติและชาวบ้านกว่า 5 หมู่บ้าน ในจังหวัดดังกล่าว จากนั้นในช่วงปี 2554 แผนในการสร้างเขื่อนอื่นๆบนแม่น้ำโขงเริ่มเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ข่าวคราวในการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงและเขื่อนไซยะบุรีปรากฏชัดแจ้ง จึงได้มีการขยับขยายโดยมีการทำงานร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง และได้มีการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ว่าหากเกิดเขื่อนบนแม่น้ำโขงจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านริมโขงอย่างไร นี่จึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้

สอน จำปาดอก ชาวประมงบ้านสำโรง จ.อุบลราชธานี หนึ่งในวิทยากรและผู้ร่วมเก็บข้อมูลงานวิจัยได้บอกเล่าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพและการทำมาหากินของตนและชาวประมงคนอื่นๆ ว่าจากการทำการศึกษาและเก็บข้อมูลทำงานวิจัยชินนี้พบว่า ชาวประมงจับปลาได้น้อยลง รายได้จากการขายปลาสดและปลาแห้งลดลง จากเมื่อก่อนได้บ้านละหลายหมื่นบาทต่อเดือน ตอนนี้เหลือปีละไม่ถึงหนึ่งแสนบาทเท่านั้น โดยเฉพาะปลาที่ขึ้นมาวางไข่ตามฤดูกาล หรือที่เรียกว่าปลาอพยพ อย่างเช่น ปลาฮากก้วย ปลาแกง ปลาสะอี ปลาบักบานน้อย และแน่นอนปลาบึก ปริมาณปลาเหล่านี้ที่พบลดจำนวนลงทุกปี ปลาบางชนิดก็ไม่พบเลยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้วปริมาณตะกอนอันเป็นเชื้อชีวิต อันเป็นทั้งสารอาหารของพืชริมโขงและแหล่งอาหารของปลาเองก็ลดลงทุกปี ทั้งนี้เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในจีน อีกทั้งมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่อยู่ใกล้ไทยเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตรที่คอยขวางกั้นการอพยพของปลาและการไหลมาทับถมของตะกอน หากยังคงมีการสร้างเขื่อนมากขึ้นเรื่อยๆก็จะส่งผลต่อการทำประมงอย่างแน่นอน

สุรจิต ชิรเวทย์ อดีต ส.ว. จ.สมุทรสงคราม ได้ให้ความเห็นและบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของแม่น้ำโขงว่า แม่น้ำโขงเป็นอภิมหานาทีที่มีความน่าเคารพยำเกรง เนื่องจากเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีต้นกำเนิดมาจากธิเบตที่ความสูง 5200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล  มีความยาว 4,909 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแม่น้ำอะเมซอนเท่านั้น มีปลาที่พึ่งพิงแม่น้ำโขงอยู่ประมาณ 450 สายพันธุ์ ที่สำคัญเราสามารถพบปลาบึกและโลมาน้ำจืดได้ที่นี่ที่เดียวในโลก แต่สิ่งที่บ่งชี้ว่าแม่น้ำโขงสำคัญกับผู้คนริมโขง นั่นก็คือ สถิติที่บอกว่ามีปริมาณการจับสัตว์น้ำมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งในอดีตที่ผ่านมาก็ได้มีอาณาจักร อารยธรรมต่างๆ เกิดขึ้นตลอดทางที่ลำน้ำโขงไหลผ่าน เพราะฉะนั้นแล้วหากรัฐต่างๆไปกำกับแม่น้ำ บริหารตามอำเภอใจ โหยหาพลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยการทำลายแม่น้ำอย่างการสร้างเขื่อน วิถีชีวิตของผู้คนริมโขงก็จะสูญสิ้นและส่งผลให้ลุ่มน้ำอื่นๆ โดยเฉพาะในไทยเองที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงก็จะได้รับผลร้ายอย่างมหาศาลเช่นกัน

พิภพ พานิชภักดิ์ นักสื่อสารมวลชนและนักทำสารคดีชื่อดัง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำดึกดำบรรพ์ เกิดขึ้นมากว่า 12 ล้านปี และคำพูดที่ว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสำคัญของไทยก็ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ที่ให้เกิดความรู้สึกร่วม แต่ในข้อเท็จจริงทางธรณีวิทยาระบุว่า แม่น้ำโขงได้ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาโดยผ่านแม่น้ำมูนเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าลุ่มน้ำต่างๆในไทยมีความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ แต่คนไทยเรามองไม่เห็นคุณค่าและมองว่าเป็นเพียงแม่น้ำข้างบ้านหรือท่อส่งน้ำขนาดยาว ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแม่น้ำโขงเท่าใดนัก ฉะนั้นการสื่อสารให้คนไทยเข้าใจถึงความสำคัญและสร้างความรู้สึกร่วมในการรักษาและปกป้องแม่น้ำโขงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ข้อมูลข้างต้นจะทำให้คนไทยรู้สึกเป็นเจ้าของ ต้องการมีส่วนร่วมและหวงแหนและลุกขึ้นมาปกป้องแม่น้ำโขงจากการถูกทำลายโดยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง

อาจจะไม่มากเกินไปนักที่จะกล่าวว่าหากแม่น้ำโขงอันเปรียบเสมือนแม่ผู้หล่อเลี้ยงลูกหลานริมโขง ตลอดจนผู้คนตอนในแผ่นดินต่างๆที่พึ่งพิงสายน้ำทั้งแม่น้ำสาขาและลุ่มน้ำต่างๆใน 6 ประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงถูกทำลายโดยคอนกรีตขนาดยักษ์ที่ขวางกั้นลำน้ำอันเกิดจากการพัฒนาที่ไม่ได้วางอยู่บนฐานด้านสิทธิชุมชนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ก็จะทำให้อารยธรรมของผู้คนตลอดลำน้ำค่อยๆสูญหายไป ทรัพยากรที่สูญสิ้นไปก็ไม่อาจเรียกกลับคืนได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง 

บรรยากาศเวทีเสวนาประเด็นแม่น้ำโขง

นิทรรศการภาพถ่ายภายในงาน "ล่องแก่งเบิ่งผา ชิมปลาแม่น้ำโขง": เปิดตัวหนังสือ 'นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง จากแก่งคุดคู้ถึงผาชันในกระแสการเปลี่ยนแปลง
 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ หนังสือ "นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ลุ่มน้ำโขง: จากแก่งคุดคู้ถึงผาชันในกระแสการเปลี่ยนแปลง" ได้ที่ http://terraper.org/web/th/node/1685