“เขื่อนดอนสะโฮง”: คอนกรีตกลางโขงที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน

11 ตุลาคม 2558 | คม ชัด ลึก | ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

 

หากกล่าวถึง “โครงการพัฒนา” ขนาดใหญ่ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของผู้คนในสังคมปัจจุบัน อย่างเช่น ไฟฟ้า นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าขยะ ฯลฯ อันเป็นแหล่งที่มาของพลังงานที่สุดแสนจะสำคัญดังกล่าวแล้ว “เขื่อน” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศบนโลกหยิบใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนในประเทศของตนได้ใช้ อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดมลพิษใด ๆ ในอากาศ ช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย

 ถึงกระนั้น เบื้องหลังกำแพงคอนกรีตมหึมาก็ไม่ได้สดใส การได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ผู้คนในเมืองหลวงและภาคอุตสาหกรรมได้ใช้กันอย่างถ้วนหน้า ต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด ความมั่นคงของวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากที่ลดต่ำลงจนแทบจะสูญสิ้น

“โครงการเขื่อนดอนสะโฮง” ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 260 เมกะวัตต์ หนึ่งในโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งหมด 12 เขื่อน บนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง  ซึ่งจะถูกตั้งขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า “สีพันดอน” แหล่งประมงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว ในบริเวณที่เรียกว่า “ฮูสะโฮง” อันเป็นช่องทางน้ำซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญอย่างยิ่งของเส้นทางอพยพขึ้น-ลงของปลาแม่น้ำโขงหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อทำการวางไข่และใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และยังเป็นช่องทางไหลของน้ำและตะกอนเพื่อเข้าไปหนุนเสริมผืนดินบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตและสรรพสิ่งต่างๆในแม่น้ำโขงทั้งปลาและผู้คนริมโขงทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เนื่องจากเป็นที่มาของแหล่งรายได้และแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่สุดของผู้คนในภูมิภาคแม่น้ำโขง

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งดังกล่าว หากมีการสร้างและดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้น กำแพงคอนกรีตมหึมาดอนสะโฮง ที่ขวางกั้นการไหลอย่างอิสระของแม่น้ำโขงจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศ ทั้งจีนตอนใต้ เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กลายเป็นหายนะที่พรากเอาชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนริมโขงในภูมิภาคแม่น้ำโขงไป

ในการประชุมเวทีประชาชนแม่น้ำโขงที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประชาชนจาก 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้เข้าร่วมประชุมในเวทีดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนและพูดคุยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้งเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นแล้วบนแม่น้ำโขงตอนบนในจีน เขื่อนบนแม่น้ำสาขาในแม่น้ำโขงตอนล่าง และแสดงถึงข้อกังวลต่าง ๆ อันเป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งรัฐบาลลาวมีท่าทีที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นให้ได้

ตัวแทนประชาชนจาก An Giang จังหวัดซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง กล่าวว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเขื่อนจะปิดกั้นการไหลของตะกอนที่พัดมากับน้ำ อันประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ  ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ตกต่ำลงทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ตะกอนจากแม่น้ำโขงถือเป็นองค์ประกอบชั้นดีที่ทำให้ผลผลิตงดงาม นอกจากนี้ยังทำลายที่อยู่อาศัยและปิดกั้นการอพยพของพันธุ์ปลานานาชนิด ทั้งปลาเศรษฐกิจอันเป็นแหล่งรายได้ทางการประมง เช่น ปลาดุก และปลาที่สามารถพบได้เฉพาะในแม่น้ำโขง เช่น ปลาบึก ส่วนตัวแทนประชาชนจาก Ca Mau อันเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ปลายสุดของเวียดนามกล่าวว่า แม้ Ca Mau จะอยู่ห่างจากแม่น้ำโขง แต่ความเป็นอยู่ของประชาชนในบริเวณดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับแม่น้ำโขง ประชาชนต้องพึ่งพาแหล่งน้ำจืดที่อยู่ใต้ดินอันมีที่มาจากแม่น้ำโขง หากมีการสร้างเขื่อนดังกล่าว ประชาชนจะขาดน้ำ ซึ่งในปัจจุบันนี้ประชาชนในพื้นที่ต้องขุดดินลงไปถึง 200 เมตร ถึงจะพบน้ำจืด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ขุดเพียง 100 เมตรก็จะพบ นอกจากนี้การปิดกั้นการไหลของน้ำจะทำให้ตะกอนไม่สามารถมาเติมเต็มผืนดินได้ เปิดโอกาสให้น้ำเค็ม (น้ำทะเล) กัดเซาะชายฝั่ง รุกคืบกลืนกินที่อยู่และแหล่งทำกินของประชาชนในพื้นที่ไป

สำหรับในกัมพูชา ตัวแทนประชาชนจากโดยรอบโตนเลสาบ 7 จังหวัด ประกอบด้วย Pursat, Kampong Chhnang, Kampong Thom, Kampong Cham, Stung Treng, Siem Reap และPhnom Penh กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงจะส่งผลอย่างหนัก เนื่องจากเขื่อนดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียง 2 กิโลเมตร ผลผลิตทางด้านการประมงตกต่ำทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพราะจะทำให้ปลาในโตนเลสาบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขงลดน้อยลง อีกทั้งจะทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำขึ้น-ลงผิดปกติ หรืออาจเกิดน้ำท่วมอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ประชาชนต้องเสียเงินเสียทองไปกับการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านกลางน้ำ หรือ บ้านลอยน้ำ อันเป็นที่อยู่อาศัยที่เป็นเอกลักษณ์ของประชาชนในบริเวณนี้ ตลอดจนคติความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมที่ผูกพันกับสายน้ำจะค่อย ๆ หายไป

สำหรับไทยเอง ตัวแทนประชาชนจากเครือข่ายประชาชนไทย 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง (คสข.) กล่าวว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมโขงจะได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะด้านความมั่นคงของชีวิต ทั้งในด้านการทำมาหากินในภาคเกษตรริมโขงและภาคการประมง และด้านภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือน้ำแล้งฉับพลัน อันเนื่องมาจากการเปิด-ปิดเขื่อน ซึ่งประชาชนไทยเองได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปิด-ปิดเขื่อนในจีนมาแล้ว นอกจากนี้ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้ที่สำคัญของชุมชนและของประเทศก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามจังหวัดริมโขงนั้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ต้องอาศัยฤดูกาล และการขึ้น-ลงของแม่น้ำที่เป็นปกติ หากมีการสร้างเขื่อนแม่น้ำจะขึ้น-ลงผิดปกติ แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็จะหายไป รายได้จากการท่องเที่ยวจึงลดลงเป็นเงาตามตัว และเช่นเดียวกัน ประเพณีและวัฒนธรรมที่ผูกพันกับแม่น้ำเอง ซึ่งเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวด้วย เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ บั้งไฟพญานาค เลี้ยงขึ้นเลี้ยงลง ฯลฯ ก็จะค่อย ๆ สูญหายไป

ข้อกังวลต่าง ๆ ที่กล่าวมาอย่างยืดยาวนั้น มีพื้นฐานมาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทั้งที่ถูกสร้างขึ้นในจีนและในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงตอนล่าง ทั้งในไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงต่างได้รับผลกระทบจากคอนกรีตมหึมาที่ไร้ซึ่งประโยชน์สำหรับพวกเขาไม่ต่างกันเลย ผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นนั้น ผู้มีอำนาจทั้ง “นักสร้างเขื่อน” และภาครัฐควรให้ความสนใจและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งทบทวนว่า “เขื่อน” ยังเป็นคำตอบสำหรับการพัฒนาอยู่หรือไม่ ผลกระทบที่เกิดจากเขื่อนที่ผ่าน ๆ มายังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ หยุด! อีกหรือ?