พพ.เตรียมสร้างประตูน้ำสงคราม กว้านซื้อที่ดินขณะอีไอเอยังไม่ผ่าน

ผู้จัดการรายวัน 25 สิงหาคม 2538

ภายหลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณามีมติเมื่อต้นปี 2537 ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและศึกษาเพิ่มเติมโครงการน้ำสงครามใหม่อีกครั้ง โดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเจ้าของโครงการได้เร่งกว้านซื้อที่ดินหัวงานจากชาวบ้าน เพื่อเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง ทั้งที่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการแก้ปัญหาดินเค็มยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ

แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้พพ.ได้ซื้อที่ดินบริเวณบ้านนาเพียง ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างหัวงานโครงการแล้วทั้งหมดประมาณ 1,420 ไร่ เป็นเงินรวม 28.2 ล้านบาท คิดเป็น 92% ของเงินงบประมาณในงานจ่ายค่าชดเชยกรรมสิทธิ์ที่จะดำเนินการในโครงการทั้งหมด

ในการกำหนดราคาที่ดินนั้น มีคณะกรรมการจากทางจังหวัดเป็นผู้พิจารณาโดยราษฎรในพื้นที่ยอมรับในกำหนดราคาเฉลี่ยไร่ละประมาณ 20,000 บาท ซึ่งพื้นที่เหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำกินในลักษณะของที่นาและที่สวน

อย่างไรก็ตาม ในการกว้านซื้อที่ดินหัวงานเพื่อการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากแม่น้ำสงคราม เป็นการเริ่มต้นเดินหน้าโครงการในขณะที่รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอยังไม่ผ่านการยอมรับจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพราะนอกจากจะต้องศึกษาการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเดิมที่จะเก็บน้ำสูงถึง 147 ม.รทก. เพื่อลดระดับผลกระทบแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่ พพ.จะต้องศึกษาเพิ่มเติมตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

“แม้ว่าอีไอเอยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่เราสามารถซื้อพื้นที่ไว้ก่อนได้ เพราะมีการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจและทางวิศวกรรมแล้ว จึงรู้ว่าจุดที่เหมาะสมที่สุดที่จะก่อสร้างคือจุดนี้ การศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นการศึกษาประกอบเท่านั้น ซึ่งในการให้คำแนะนำจากสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) หรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ตาม ที่ผ่านมาไม่เคยให้มีการเปลี่ยนจุดก่อสร้าง จะมีก็แต่ให้ปรับเปลี่ยนในรายละเอียดเท่านั้น เหตุผลอีกอย่างที่เราต้องรีบซื้อเพราะนานไปราคาที่ดินก็จะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 5 เท่าตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า และก็เป็นการลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบลงด้วย เพราะถ้ายิ่งนานไปก็จะมีการเปลี่ยนมือในที่ดินซึ่งอาจมีจำนวนคนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ส่วนเรื่องระดับเก็บกักน้ำนั้นคาดว่าคงจะต้องลดลงมาเหลือประมาณ 139 ม.รทก. แต่ตัวเลขก็ยังไม่เป็นข้อมูลที่แน่นอน” แหล่งข่าวกล่าว