“อีไอเอ” โครงการน้ำสงครามสอบตก

กรุงเทพธุรกิจ 17 กันยายน 2539

ลักษ์โตเย่น วุฒิศักดิ์

“โครงการน้ำสงคราม” เป็นความริเริ่มของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ที่ต้องการจัดสรรทรัพยากรน้ำให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสกลนคร หนองคาย นครพนม และอุดรธานี ได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและครอบคลุมตลอดทั้งปี

            กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานในฐานะเจ้าของโครงการได้พยายามผลักดันให้โครงการได้เกิดเป็นรูปธรรมและกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนให้น้อยที่สุด โดยสนใจทำการศึกษาในด้านต่างๆ รวมหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2524 เรื่อยมา และล่าสุดได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยงบประมาณ 3,000,000 บาท ใช้เวลาศึกษา 1 ปี ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2539

มุ่งศึกษาผลกระทบ 4 ทรัพยากร

            เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา รศ.วันเพ็ญ วิโรจนกูฎ หัวหน้าคณะศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการน้ำสงคราม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำเสนอผลการศึกษาต่อกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ในฐานะเจ้าของโครงการ รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่น โดยมีนายเกรียงกร เพชรบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเป็นประธานการประชุมสัมมนาในครั้งนี้

            การศึกษาได้ครอบคลุมองค์ประกอบสิ่งแวดล้อม 4 ประเด็น ได้แก่ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งจัดแบ่งเป็นการศึกษารายละเอียดต่างๆ ด้านวิศวกรรมโครงการ

            นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาถึงองค์ประกอบของโครงการ ตลอดจนแผนดำเนินการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการพัฒนาโครงการ เช่น ลักษณะธรณีวิทยาและดินเค็ม เป็นต้น รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขและลดผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

            คณะทำงานที่ศึกษาผลกระทบโครงการดังกล่าว ได้ตั้งสมมติฐานระดับการเก็บกักน้ำไว้ที่ 139.5 เมตร ที่ระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยอิงกับสภาพความเป็นจริงของปริมาณน้ำในแม่น้ำสงคราม ซึ่งระดับน้ำต่ำสุดที่เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรและการประมงได้อยู่ที่ 137 เมตร รทก. และระดับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ที่เอ่อล้นตลิ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ที่ 147-149 เมตร รทก.

มข.ยอมรับไม่ลึกซึ้งนิเวศวิทยา

            ผลกระทบต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมชีวภาพ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งทางคณะผู้ศึกษายอมรับว่าเป็นหัวข้อการศึกษาที่ยาก เนื่องจากมีปัจจัยด้านระบบนิเวศวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความซับซ้อนและความหลากหลายสูง ที่สำคัญคณะที่ศึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางภูมิศาสตร์ จึงไม่สามารถเข้าถึงเรื่องราวทางนิเวศวิทยาได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ส่งผลให้ผลการศึกษาดังกล่าว ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นได้มีผู้เข้าร่วมฟังผลการศึกษาได้โต้แย้งและเสนอแนะถึงความเป็นไปได้

            ประเด็นแรก ที่ซักฟอกกันยาวนานคือ ทรัพยากรประมง โดยเฉพาะประตูระบายน้ำและคันดิน จะปิดกั้นการเดินทางของปลาจากแม่น้ำโขงในฤดูกาลวางไข่ อัตราการไหลของน้ำที่ช้าลง จะมีผลให้จำนวนปลาที่เคยอาศัยในแม่น้ำสงครามลดลง ขณะเดียวกัน ระดับน้ำหรือปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บไว้มากจะทำให้การประมงทำได้ยากขึ้น

            ประเด็นที่น่าสนใจ อันดับต่อมา คือผลกระทบทรัพยากรป่าไม้และป่าบุ่งป่าทาม โดยพื้นที่ป่าในเขตโครงการน้ำสงครามระดับ 139.5 เมตร รทก. ครอบคลุมพื้นที่ป่าทั้งสิ้น 1.25 ล้านไร่ เป็นพื้นที่บุ่งทาม 70,310 ไร่ ซึ่งจะได้รับความเสียหายประมาณ 10,906 ไร่

            ทั้งนี้ รายงานการศึกษา ระบุว่าทรัพยากรป่าไม้ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 12.6 ล้านบาท พร้อมทั้งตีค่าความเสียหายของป่าบุ่งป่าทามไว้ประมาณ 9.2 ล้านบาท และรายงานระบุถึงป่าบุ่งทามอีกว่า ชาวบ้าน 92% ใช้ประโยชน์ในการหารายได้ อาหารจากป่าบุ่งทามในฐานะพื้นที่สาธารณะ

            นอกจากนี้ ประตูกั้นน้ำจะสามารถป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำสงครามได้ และสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำสงครามลงสู่แม่น้ำโขง ในกรณีที่น้ำหลากซึ่งสามารถลดพื้นที่ถูกน้ำท่วมลงได้

เตือนรัฐระวังคุ้มไม่เท่าเสีย

            รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งให้ความสนใจและเคยศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการน้ำสงครามกล่าวแย้งว่า ผู้ศึกษาควรจะทบทวนปรับแนวคิดใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริงที่ว่าน้ำจะนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์

            พร้อมทั้งเสนอแนะว่า ป่าบุ่งทามเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนลุ่มน้ำสงครามที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยเฉพาะการหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด สัตว์ป่า ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล และโครงการน้ำสงครามจะเป็นตัวทำลาย “ฐานยังชีพ” ของชาวบ้านในลุ่มน้ำนี้

            ทั้งนี้ ได้กล่าวเตือนว่า จะต้องระวัง “ไฟจะไหม้แผ่นดิน” ชาวบ้านจะต่อสู้เพื่อรักษาหม้อข้าวหม้อแกงของตนไว้ นอกจากนี้ ปริมาณน้ำในระดับ 139.5 เมตร รทก. จะทำให้ไร่นาโดยรอบหมู่บ้านประมาณ 10,000 ไร่จมใต้น้ำ ซึ่งส่งผลให้หมู่บ้านกลายเป็นเกาะทันที ในส่วนนี้รัฐจะแก้ไขอย่างไร

            พร้อมกันนี้ อาจารย์ศรีศักร ฝากถึงกรมพัฒนาฯ เจ้าของโครงการว่าจะต้องดูถึงความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง และทบทวนว่าโครงการมีความจำเป็นเพียงใด มิฉะนั้นอาจจะต้องหวนมาทบทวนใหม่ว่าที่ทำไปนั้นคุ้มกับความเสียหายที่ราษฎรได้รับหรือไม่

อย่าตีค่าบุ่งทามด้วยเงิน

            ด้าน น.ส.ทัศนีย์ ฉันทาดิสัย ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เสนอแนะถึงประเด็นของป่าบุ่งป่าทามว่า ตามความหมายของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มองป่าบุ่งทามเป็นเพียงพื้นที่ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศวิทยาเท่านั้น และไม่ใช่ป่าไม้

            ดังนั้น การที่คณะที่ศึกษาตีค่าป่าบุ่งทามเป็นมูลค่าเงินตามสภาพพันธุ์ไม้ที่พบนั้น เป็นเรื่องที่ผิดพลาด ในทางกลับกันควรจะให้ความสำคัญของป่าบุ่งทามด้านคุณค่าทางระบบนิเวศวิทยาที่มีการใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย นอกเหนือจากเป็นฐานยังชีพแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่ธรรมชาติจัดสรรไว้

            ส่วนประเด็นผลกระทบทางทรัพยากรประมงนั้น คณะที่ศึกษาละเลยที่จะกล่าวถึงธรรมชาติการเดินทางของปลาระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสงคราม ชนิดพันธุ์ปลาที่จะเปลี่ยนแปลง ผลกระทบจากกระแสน้ำที่ไหลช้าลง การเกิดขึ้นของสัตว์พาหะนำโรค โดยเฉพาะ พยาธิใบไม้ตับและพยาธิใบไม้เลือด ซึ่งส่งผลต่อสุขอนามัยของชาวบ้านโดยรวม

ผู้ว่าฯ หาคำตอบจากงานไม่เจอ

            ทางนายเกียรติพันธ์ น้อยมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าประตูระบายน้ำหลายๆ แห่ง ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เช่นเดียวกับโครงการน้ำสงคราม ซึ่งทางบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาได้ยืนยันว่า ไม่สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยได้ ซึ่งผิดเป้าหมายของโครงการตามที่กรมพัฒนาฯ ระบุไว้

            นอกจากนี้ การศึกษามุ่งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับทรัพยากรสัตว์น้ำ ป่าบุ่งทาม โบราณคดี และอื่นๆ แต่ละเลยต่อการศึกษาถึง “ผลกระทบมนุษย์” โดยเฉพาะความรู้สึกของชาวบ้าน 2 ฝั่งลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ

            “ผมกลับไปนี้ ยังไม่สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปชี้แจง หรือตอบคำถามของชาวบ้านได้ เพราะยังไม่ได้รับความชัดเจนเรื่องค่าชดเชย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านสนใจ และเรื่องอื่นๆ ซึ่งรายงานการศึกษาไม่สามารถให้คำตอบที่ต้องการได้ จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาอื่นตามมาอีกมาก เพราะถ้าตรงนี้ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เกรงว่าจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากต่อการแก้ไขต่อไป”

            เช่นเดียวกัน ตัวแทนจากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติที่นำคำถามจากชาวบ้านมารับคำตอบจากเจ้าของโครงการว่า โครงการน้ำสงครามจะเริ่มสร้างเมื่อไหร่ เมื่อไหร่รัฐจะลงพื้นที่ชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้ทราบ ระดับน้ำที่เก็บกักเท่าไหร่ ชาวบ้านกี่ชุมชนจะได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นลำน้ำสงคราม แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากรมพัฒนาฯ เช่นกัน

หากไม่ต้องการก็ล้มโครงการได้

            นายเกรียงกร เพชรบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ได้ชี้แจงในช่วงท้ายว่า ข้อเสนอแนะต่างๆ ทั้งประเด็นป่าบุ่งทาม พฤติกรรมการเดินทางของปลาในฤดูกาลวางไข่ แหล่งน้ำเค็ม และอื่นๆ จะนำไปปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรธรณี และอื่นๆ เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนต่อไป

            รวมทั้งจะมีการว่าจ้างให้มีการศึกษาเจาะลึกในเรื่องเหล่านี้ต่อไป จนกว่าจะได้รับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับสมบูรณ์ จึงจะสามารถให้คำตอบต่างๆ ที่ค้างคาใจชาวลุ่มน้ำสงครามมานานหลายปีได้

            นอกจากนี้ กรมพัฒนาฯ ได้รับงบจากปีงบประมาณ 2540 จำนวน 1,000,000 บาท เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่รับทราบข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจะคลี่คลายให้สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

            พร้อมกันนี้ จะจัดทำประชาพิจารณ์ขึ้น เพื่อสอบถามถึงความต้องการของชาวบ้าน เพราะขณะนี้ชาวประมง ปฎิเสธโครงการน้ำสงคราม เพราะหาปลาได้ยากขึ้น ขณะที่เกษตรกรเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานลึกจากชายฝั่งให้การสนับสนุน เพราะระดับน้ำที่สูงขึ้นจะส่งผลดีต่อการเกษตรกรรม

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวบ้านลุ่มน้ำสงคราม จะยังไม่ได้รับคำตอบอย่างใดจากเจ้าของโครงการ และยังไม่ทราบถึงชะตากรรมที่จะได้รับ แต่รู้สึกอบอุ่นใจจากคำยืนยันของรองอธิบดีกรมพัฒนาฯ ที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าหากโครงการน้ำสงคราม ยังขาดความชัดเจน ชาวบ้านไม่ได้รับผลประโยชน์ โครงการนี้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ศึกษานานถึง 15 ปี ยังเหลว

            โครงการน้ำสงคราม เกิดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง พ.ศ.2506 เป้าหมายเพื่อเก็บกักน้ำไว้สำหรับแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และเพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 565,000 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดอุดรธานี นครพนม หนองคาย และสกลนคร โดยกำหนดสร้างประตูระบายน้ำ บริเวณปากแม่น้ำสงคราม ที่บ้านนาเพียง ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

            บทเริ่มต้นการศึกษาโครงการน้ำสงคราม เริ่มจากสำนักงานคณะกรรมการประสานงานสำรวจลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (ชั่วคราว) ศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของพื้นที่โครงการน้ำสงครามเมื่อ พ.ศ.2524

            ต่อมา ได้ร่วมกับกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ว่าจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งแล้วเสร็จปี พ.ศ. 2526 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการศึกษา ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างโครงการลุ่มน้ำสงครามตามที่เสนอ

            กรมพัฒนาฯ จึงว่าจ้างกลุ่มบริษัทวิศวกรรมที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการน้ำสงครามเสร็จสิ้นใน พ.ศ.2536 หลังจากนั้น นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งได้พิจารณาและมีมติให้ทำการศึกษาปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่จากการเก็บกักน้ำในรูปอ่างเก็บน้ำ เป็นการเก็บกักตามลำน้ำ โดยไม่ให้น้ำท่วมขังเกินขอบตลิ่งของลำน้ำ

            จากสาเหตุดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2539 กรมพัฒนาฯจึงว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ทำการศึกษาและจัดทำแผนป้องกัน แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการที่ปรับเปลี่ยนใหม่ ด้วยเงินว่าจ้างประมาณ 3,000,000 บาท

            9 กันยายน 2539 คณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเสนอรายงานการศึกษาให้กรมพัฒนาฯ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรับทราบ พร้อมทั้งรังฟังข้อเสนอแน่ะต่างๆ เพื่อนไปปรับปรุงแก้ไขรายงานฉบับดังกล่าว