มหันตภัยครั้งใหม่จากเขื่อน: ผลกระทบจากการฝืนธรรมชาติ

28 กุมภาพันธ์ 2559 | คม ชัด ลึก | ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

“สู้แล้วก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ไปให้สุด ในประเทศนี้มีตั้ง 60 ล้านคน ให้มันรู้ไปว่าแม้คนเกือบ 60 ล้านคนไม่สู้ ไม่ค้าน แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ค้าน ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในอนาคตจะได้ไม่ต้องอายลูกอายหลาน” นี่เป็นคำพูดของวินัย ร่มโพธิ์ ชาวบ้าน ชาวประมง และเกษตรกรริมโขงในหมู่บ้านสำโรง ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี  กล่าวถึงกรณีการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งขณะนี้ได้มีการดำเนินการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ขนาด 1285 เมกะวัตต์ ในเขตประเทศลาวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนำซ้ำเขื่อนดอนสะโฮง ขนาด 260 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ในแขวงจำปาศักดิ์ของลาว รัฐบาลลาวเองก็เตรียมการที่จะก่อสร้างอยู่ในขณะนี้

ชาวประมงหมู่บ้านสำโรงกำลังยามมอง_ภาพโดยTERRA

ชาวประมงหมู่บ้านสำโรงกำลังยามมอง

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและรายงานต่างๆจากทั้งในพื้นที่จังหวัดริมโขง ทั้งในส่วนของภาคเหนืออย่างเชียงรายและภาคอีสาน 7 จังหวัดริมโขง ไล่มาตั้งแต่เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี และในพื้นที่หน้าสื่อ ทั้งสื่อหลักและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกรณีการไหลทะลักเข้าท่วมของแม่น้ำโขงในพื้นที่แปลงพืชผักเกษตรริมโขงของชาวบ้านโดยแปลงพืชผักดังกล่าวสามารถปลูกพืชได้หลากหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว หรือกระทั่งพืชเศรษฐกิจ เช่น มันเพา (มันแกว) มันแกว (มันเทศ) ถั่วฝักยาว ข้าวโพด หอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ ฟักทอง ยาสูบ และอื่นๆ โดยผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอย่างยิ่งของผู้คนในชุมชนริมโขง เพราะนอกจากจะสามารถนำไปบริโภคกันเองในครัวเรือนหรือชุมชนแล้ว ยังสามารถส่งออกไปขายนอกชุมชนทั้งในตลาดสดในส่วนต่างๆของประเทศ แถมยังส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ  ที่สำคัญคือมีความพิเศษจากสารอาหารในตะกอนดินที่แม่น้ำโขงพัดมาในช่วงหน้าน้ำ แล้วลงปกคลุมผืนดินริมโขง ตะกอนดินเหล่านี้จึงกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติที่มีสารอาหารแร่ธาตุนานาชนิดซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง โดยนิยมปลูกกันในช่วงน้ำลงหรือหน้าแล้ง ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีในการเร่งผลผลิตแต่อย่างใด พืชผักริมโขงจึงปลอดภัยหายห่วง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้แปลงผักเสียหาย เกษตรกรเองจึงได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว ซึ่งผลกระทบในที่นี้ไม่ใช่แค่รายได้ที่เกิดขึ้น แต่หมายถึงความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงของวิถีชีวิต

นอกจากนั้นแล้ว การไหลเข้าท่วมดังกล่าวของแม่น้ำโขง ยังส่งผลกระทบต่อผู้ที่ประกอบอาชีพประมงน้ำจืดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากว่าการไหลเข้าท่วมหรืออีกนัยหนึ่งก็คือการเพิ่มขึ้นอย่างมากของน้ำในแม่น้ำโขงนั้นส่งผลให้ชาวประมงสามารถจับปลาและสัตว์น้ำอื่นๆได้น้อยลงและยากขึ้น

วินัย ร่มโพธิ์ ชาวประมงแม่น้ำโขง หมู่บ้านสำโรง จ.อุบลราชธานี กล่าวว่าเมื่อประมาณเกือบอาทิตย์ที่ผ่านมา ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย น้ำสูงขึ้นราว 1.5-2 เมตร อย่างเฉียบพลันจากระดับน้ำปกติที่ควรจะเป็นในช่วงฤดูแล้ง มากพอที่จะทำให้สามารถเข้าท่วม “บุ่ง” ระบบนิเวศย่อยที่มีลักษะเป็นแอ่งหินหรือหนองน้ำอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งวางไข่ และแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของพันธุ์ปลาชนิดต่างๆในแม่น้ำโขงได้ ตาข่ายดักปลาหรือ “มอง” ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงที่สำคัญที่ถูกวางไว้ในแม่น้ำโขงเพื่อดักปลาถูกพัดลอยไปกับสายน้ำหรือไม่ก็เสียหายจากการถูกกิ่งไม้จำนวนมากที่ถูกพัดมากับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวเกี่ยวจนทำให้มองขาดได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ปลาเกิดความสับสนและตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้น ซึ่งปลาอาจตายหรือกลับลงไปซ่อนตัวอยู่ในซอกหิน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของระดับน้ำกระทบต่อการหาอยู่หากินและวงจรชีวิตของปลาที่เป็นไปตามฤดูกาล แน่นอนว่าผลกระทบดังกล่าวย่อมส่งผลต่อความเป็นอยู่ของชาวประมงอย่างยิ่ง

น้ำโขงเข้าท่วมแปลงผักริมโขงในจังหวัดบึงกาฬ_ภาพโดยนิชล_ผลจันทร์

น้ำโขงเข้าท่วมแปลงผักริมโขงในจังหวัดบึงกาฬ_ภาพโดยนิชล_ผลจันทร์

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ประมาณไม่ถึงอาทิตย์ ข่าวคราวความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไหลเข้าท่วม และเพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างฉับพลันของแม่น้ำโขงออกมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากข่าวความเสียหายที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวตามหาดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนแม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้งใน อ.เชียงคาน จ.เลย แปลงผักเกษตรริมโขงในจังหวัดหนองคาย ไม่กี่วันต่อมาเป็น จ.บึงกาฬ และไล่ลงมาคือ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร ซึ่งสองจังหวัดนี้นอกจากจะปลูกพืชเกษตรริมโขงด้วยแล้ว ยังมีการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง โดยเฉพาะปลาและกุ้งกระชังด้วยและสุดที่ จ.อุบลราชธานี แต่ไม่ใช่ท้ายสุดของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนริมโขง ผลกระทบนี้จะถูกถ่ายโอนเป็นทอดๆไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแม่น้ำโขงทั้งในลาวตอนใต้ โตนเลสาบในกัมพูชา และเวียดนามทางตอนใต้ที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง โดยแต่ละที่อาจได้รับผลกระทบในลักษณะที่แตกต่างกันไป จังหวัดริมโขงในไทยอาจได้รับผลกระทบในแง่ของการทำเกษตรริมโขงและการทำประมง รวมถึงการท่องเที่ยว แต่ในกัมพูชา โดยเฉพาะในโตนเลสาบ การทำประมงจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนในเวียดนามเองก็จะได้รับผลกระทบจากการที่น้ำเข้าท่วมนาข้าวและแปลงผักริมโขง รวมถึงการทำนากุ้งเองก็ย่อมเสียหายอย่างมหาศาล

ชาวประมงจังหวัดมุกดาหารกำลังเก็บลอบกุ้งที่ได้รับความเสียหายจากน้ำขึ้นเร็วผิดปกติ_ภาโดยฐาปณีย์_เมืองโคร

ชาวประมงจังหวัดมุกดาหารกำลังเก็บลอบกุ้งที่ได้รับความเสียหายจากน้ำขึ้นเร็วผิดปกติ_ภาโดยฐาปณีย์_เมืองโคร

เรื่องราวและข้อมูลความเสียหายทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติที่ผู้คนริมโขงจะต้องประสบพบเจอ แต่มีมูลเหตุของความผิดปกตินี้ สาเหตุที่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันนั้นสอดคล้องอย่างยิ่งกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ่งหง เขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนซึ่งอยู่ในเขตประเทศจีน โดยมีการเผยแพร่และให้ข้อมูล โฆษณาชวนเชื่อถึงความดีความงามของการปล่อยน้ำจากเขื่อนครั้งนี้ว่าเอื้อต่อการสัญจรและการขนส่งทางเรือเชิงพาณิชย์บนแม่น้ำโขง แต่นั่นเป็นประโยชน์เพียงด้านเดียว เป็นการฝืนธรรมชาติของแม่น้ำที่จะเพิ่มขึ้นและลดลงตามฤดูกาล กล่าวคือไม่ได้มีการคำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบของผู้คนริมโขงในประเทศท้ายเขื่อนหรือท้ายน้ำที่ได้ประโยชน์จากการขึ้น-ลงตามปกติของน้ำโขงแต่อย่างใด ซึ่งนี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ความเสียหายครั้งแรกที่เกิดขึ้นจากสาเหตุดังกล่าว

ในปี 2556 ได้มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนเป็นปริมาณมากในช่วงหน้าแล้ง สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ผู้คนริมโขง หากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งจากการปลูกพืชเกษตรริมโขง การเลี้ยงปลากระชัง การประกอบอาชีพประมงในแม่น้ำโขง ตลิ่งพัง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประเพณีและวัฒนธรรมในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวก็คำนวณกันไม่หวาดไม่ไหว ดังนั้นหากยังมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างมากขึ้นเรื่อยๆก็จะยิ่งเป็นการเร่งให้เกิดหายนะต่อแม่น้ำโขง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์และบรรดาสรรพสัตว์นานาพันธุ์ เปรียบเสมือนลูกๆที่ต้องพึ่งพิง “แม่” อย่างแม่น้ำโขง