ปลา บุ่ง-ทาม วัฒนธรรมปลาแดก อวสานแอ่งชีวิตลุ่มน้ำสงคราม

มติชน 21 มกราคม 2540

ชุมชนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงจัดได้ว่ามีความหลากหลายทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่เพียงแต่หลากหลายในกลุ่มไทลาวที่แยกย่อยเป็น โย้ย ย้อ ยังรวมถึงกลุ่มตระกูลภาษามอบเขมรอันเคยถูกจำกัดความรวมว่า “ข่า” นั่นคือ แสก โส้ และกะเลิง

            กลุ่มชนเหล่านี้ได้รับการครอบงำทางวัฒนธรรมลาวมานานนัก และยังถือเป็นรูปแบบของสังคมน้ำนิ่งที่น่าสนใจ

            ถามว่า ทำไมลุ่มน้ำสงครามจึงเป็นแหล่งปลาสมบูรณ์ที่สุดของภาคอีสาน คำตอบง่ายๆ คือลุ่มน้ำนี้ไม่ใช่มีแต่เพียงห้วย หนอง คลอง บึง ครอบคลุมพื้นที่อันไพศาล หากยังมีป่าบุ่งป่าทามที่เป็นแหล่งกำเนิดความหลากหลายทางพันธุกรรมตามระบบนิเวศนับแสนไร่

            ป่าบุ่งป่าทามเป็นป่าไม้พุ่มพลัดใบที่เรียกว่า “ป่าบึงน้ำจืด” เป็นป่าธรรมชาติที่กำเนิดตามกระบวนการน้ำไหลและมีเรื่องราวมากหลายปรากฎอยู่ โดยสภาพทั้งในอดีตและปัจจุบัน ป่าเยี่ยงนี้เป็นสมบัติของชุมชนเหมือนหนึ่งคลังอาหารที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ ในบุ่งทามมีผัก ปลา มีหน่อไม้ มีเห็ด มีพืชสมุนไพรและมีอะไรๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของชาวบ้าน

            เป็นกระบวนการอันซับซ้อนของสรรพชีวิตที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน

            พ่อเดช นิพันธ์ คนเก่าบ้านดงสาร ในราว 30 กิโลเมตร จากอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ที่นี่ในหนองน้ำป่าทามไม่ใช่มีแต่ปูปลา แต่ยังมีจระเข้และนากด้วย นั่นแสดงว่า สัตว์น้ำในครั้งกระโน้นชุมชนอย่างมาก รวมถึงไม้ทนน้ำอย่างต้นแฮ่ ต้นหว้าขนาดใหญ่เท่าต้นยาง และยังมีต้นกะเบาขนาด 3-4 คนโอบ

            มันเป็นอดีตที่เพิ่งผ่านไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อนนี่เอง

            ชีวิตของคนในลุ่มน้ำสงครามจะดำเนินอยู่กับกิจกรรมในน้ำ โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่ฝนแรกลงในเดือนเมษายน-มิถุนายน กระทั่งถึงฤดูน้ำแก่งหลากระห่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ฝูงปลาสารพัดชนิดจะแหวกว่ายทวนน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำโขง เพื่อกินดินเอียดดินเค็มก่อนการจับคู่ผสมพันธุ์ แม้แต่ปลาเค้า ปลาเค็ง และปลาบึกที่เมื่อสิบปีที่แล้วชาวบ้านปากอูนเคยจับได้วันละนับสิบตัวก่อนจะไม่พบอีกเลย ณ วันนี้

เตาเผา โพนเกลือ วัฒนธรรมปลาแดก

            ปลาแดกอีกนัยหนึ่งคือ ปลาร้า ถือเป็นอาหารหลักของผู้คนในอีสานที่มีการสืบสานวัฒนธรรมนี้มานานไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี โดยดูจากร่องรอยโบราณตามริมลำน้ำอูนฝั่งตะวันตกถึงฝั่งตะวันออกของลำน้ำยาม มีแหล่งทำเกลือโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในแอ่งสกลนคร โดยเฉพาะที่บ้านเม่นใหญ่ บ้านท่าเรือและบ้านบะหว้า ในพื้นที่รอยต่อสองจังหวัด คือที่อำเภอนาหว้า นครพนมกับอากาศอำนวยของสกลนคร มีโพนเกลือโบราณกว่า 9 แห่ง โดยลักษณะของโพนเกลือจะเป็นเนินดินขนาดใหญ่ เกิดจากการทับถมของเศษภาชนะลายเชือกทาบแบบหยาบๆ จำนวนมหาศาล เชื่อว่าแหล่งทำเกลือนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนในเมืองหนองหานอย่างน้อยในราวพุทธศตวรรษที่ 18-19

            และถ้าเดินทางทวนแม่น้ำสงครามขึ้นไปทางเหนือขึ้นไปถึงบ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ตรงจุดที่เรียกว่า บ่อหัวแฮด ที่นี่เป็นแหล่งต้นเกลือมาแต่โบราณและหล่อเลี้ยงผู้คนทั้งลุ่มน้ำจนถึงปากน้ำไซยบุรีโน่นทีเดียว

            นอกจากนี้ยังมีข้อสนับสนุนบางประการจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่พบเตาเผาโบราณนับร้อยแห่ง เรียงรายไปตามลำน้ำสงครามตั้งแต่บ้านหาดแพง อำเภอศรีสงคราม ขึ้นไปจนบ้านนาหวาย อำเภออากาศอำนวย โดยพบภาชนะคล้ายไหขอบปากสูงหรือที่เรียกว่า “ไหปากแตร” และไหน้ำหล่อขอบปากสองชั้นใส่ปลาร้า เป็นภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งมากลักษณะเดียวกับกลุ่มเตาที่เวียงจันทร์ เชื่อกันว่าทำกันในระดับอุตสาหกรรมประมาณรัชกาลพระเจ้าไชยเชษฐาถึงรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช 300-500 ปีมาแล้ว

            ทั้งหมดนี้บอกถึงความสัมพันธ์ที่เด่นชัดระหว่างคนทำเกลือกับคนหาปลา อันเป็นระบบนิเวศวัฒนธรรมที่เห็นได้เฉพาะในลุ่มน้ำนี้

            ปลา เตาเผา และโพนเกลือ จึงสอดคล้องอย่างลงตัวกับวัฒนธรรมปลาแดก ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านประการหนึ่งของคนรุ่นแรกๆ ที่จะอพยพเข้ามาในแผ่นดินสยาม

บันทึกอดีตก่อนล่มสลาย

            ลุ่มน้ำสงครามเป็นแอ่งอารยธรรมที่น่าสนใจที่สุดจุดหนึ่งในเขตอีสานเหนือ โดยร่องรอยดังกล่าวมีพัฒนาการทางวัฒนธรรมสืบเนื่องกันมาไม่น้อยกว่า 4 สมัย นับแต่วัฒนธรรมบ้านเชียงและวัฒนธรรมในยุคเหล็กตอนปลาย จนถึงวัฒนธรรมแบบทวารวดีและแบบลพบุรีตามลำดับ ไม่เพียงเท่านั้นยังอาจเกี่ยวเนื่องมาถึงสมัยล้านช้างด้วย

            หากไม่นับรวมแอ่งโคราชอันหมายถึงอีสานใต้ แอ่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแง่ของศิลปวัฒนธรรมคงอยู่ในแอ่งสกลนครที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของอีสานเหนือ โดยมีลุ่มน้ำสงครามเป็นศูนย์กลางของชุมชนโบราณหลัก

            มีคนบอกว่า ตลอดระยะทางกว่า 420 กิโลเมตรของแม่น้ำสงครามนับเนื่องแต่ต้นน้ำที่ภูผาเหล็ก อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ไหลย้อนขึ้นเหนือผ่านอำเภอหนองหาน บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ก่อนวกลงทางตะวันออกเฉียงใต้ในเขตอำเภอพรเจริญและเซกา จังหวัดหนองคาย และกลายเป็นลุ่มน้ำใหญ่ในเขตอำเภอศรีสงคราม กระทั่งมาประสานสายกับแม่น้ำโขงที่ปากน้ำไซยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เต็มไปด้วยเรื่องราวสำคัญยิ่ง

            หลักฐานบางอย่างยังบอกอีกว่า บริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนบนที่มีบ้านเชียงเป็นศูนย์กลางของชุมชนสมัยโลหะที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี มีการดำรงอยู่โดยไม่ขาดตอนพร้อมๆ กับแพร่ะกระจายทางวัฒนธรรมไปยังลุ่มน้ำก่ำละแวกเดียวกันกับหนองหานหลวงจังหวัดสกลนคร

            นอกจากนี้ในลุ่มน้ำสงครามตอนล่างยังปรากฎร่องรอยของชุมชนช่วงอาณาจักรล้านช้างใกล้ล่มสลาย ครั้งหลังสุดเป็นการอพยพครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ 3 ช่วงระหว่างสงครามกรุงเทพ-เวียงจ้นทร์อันอิงได้กับคติความเชื่อเรื่องพระวอพระตาและเจ้าผ้าขาวในกลุ่มไทลาวปัจจุบัน

            ลาวเคยกล่าวอ้างว่า อีสานเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้างล่มขาว แต่จากร่องรอยหลักฐานดังกล่าวบอกว่า ก่อนที่ลาวจะมาเวียงจันทร์มีรัฐของคนพื้นเมืองแต่เดิม คือศรีโคตรบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว

            บันทึกในอดีตได้สรุปให้เชื่อว่าเมืองโบราณที่ทิ้งร่องรอยปรากฎอยู่ล้วนมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับรัฐโบราณที่มีชื่อว่าศรีโคตรบูรณ์ ที่มีลักษณะเป็นบ้านเป็นเมืองมาก่อนกลุ่มลาวล้านช้างจะเคลื่อนย้ายลงมาจากเมืองหลวงพระบาง

            นี่เป็นเพียงเรื่องราวสั้นๆ จากความหลากหลายและรายละเอียดน่าสนใจของลุ่มน้ำสงคราม ที่ถูกบันทึกไว้ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมกราคม 2540

            ในกระแสขัดแย้งระหว่างฝ่ายต้องการสร้างกับฝ่ายไม่ต้องการให้สร้าง คงไม่สามารถสรุปยุติกันตรงนี้ เนื่องจากว่าประตูกั้นน้ำที่บ้านแก้วปัดโป่งตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำสงคราม 8 ล้านไร่ คาราคาซังมานานกว่า 30 ปีแล้ว

            จะให้จบแค่อึดใจคงยาก!!!