น้ำโขงท่วมหน้าแล้ง ลาวต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่

1 เมษายน 2559 | โดย TERRA (www.terraper.org)

สถานการณ์แม่น้ำโขง ที่มีระดับสูงผิดปกติ อันเนื่องมาจากจีนได้ระบายน้ำออกจากเขื่อน โดยอ้างว่าเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่ประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยได้ดำเนินการระบาย น้ำลงมาในอัตราประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมถึง 10 เมษายน หลังจากนั้นในวันที่ 25 มีนาคม ทางการลาวก็ได้ประกาศว่า จะเพิ่มการระบายน้ำในเขื่อนตาม ลำน้ำสาขาลงมาสมทบเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในอัตรา 1,136 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จากเขื่อนที่ตั้งอยู่ในลำน้ำอู, น้ำคาน, น้ำงึม และน้ำเทิน (จากเฟสบุ๊ค Land Link และเวปข่าวสารประเทศลาว, 25 มีนาคม 2559) ส่งผลให้ระดับน้ำโขงมีระดับสูงท่วมหาดทรายและพื้นทีเกษตรริมตลิ่งตั้งแต่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ถึงอำเภอโขงเจียม จังหวัด อุบลราชธานีอยู่ในขณะนี้

การระบายน้ำจากเขื่อนของลาวได้นำไปสู่คำถามในทำนองเดียวกับการระบายน้ำของจีน (ซึ่งพบว่าจีนระบายน้ำในรูปแบบนี้ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2536 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการเดินเรือ, การผลิตไฟฟ้า และการพร่องน้ำในเขื่อนเพื่อรับน้ำใหม่ในฤดูฝนต่อไป) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบายน้ำจากเขื่อนบนลำน้ำอู ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ 2 เขื่อน โดยลำน้ำอูได้ไหลบรรจบกับแม่น้ำโขงด้านต้นน้ำโขงตรงข้ามกับถ้ำติ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองหลวงพระบาง โดยมีสถานีวัดระดับน้ำโขงหลวงพระบางสามารถตรวจวัดระดับน้ำและอัตราการไหลของน้ำโขง ซึ่งน้ำอูได้ไหลลงมาบรรจบเรียบร้อยแล้ว และระหว่างสถานีวัดระดับน้ำเชียงแสนถึงสถานีหลวงพระบาง น้ำอูถือเป็นสายน้ำสาขาที่ใหญ่ที่สุดในช่วงนี้ (ดูแผนที่ตำแหน่งสถานีวัดระดับน้ำโขงในประเทศ ไทยและลาว - รูป 1)

เมื่อตรวจสอบอัตราการไหลของแม่น้ำโขงตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน จะพบปรากฏการณ์ การไหลของน้ำโขงที่เมืองหลวงพระบาง ทั้งที่เป็นไปตามธรรมชาติและไม่เป็นไปตามธรรมชาติดังนี้

1. ในปี 2536 การไหลของแม่น้ำโขงที่สถานีเชียงแสน ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากเขื่อน ม่านวาน อย่างไรก็ตามการไหลของน้ำโขงที่หลวงพระบาง ซึ่งมีน้ำอูไหลลงมาสมทบ ด้วยนั้น ยังคงลดอัตราการไหลลงอย่างปกติ การผันผวนของอัตราการไหลน้ำโขงที่สถานีนี้ เป็นผลโดยตรงจากเขื่อนม่านวาน (รูปที่ 2)

2. ในปี 2546 การผันผวนของการไหลของน้ำโขงที่สถานีหลวงพระบาง ยังคงได้รับอิทธิพลจากเขื่อนในจีน และอัตราการไหลของน้ำอูที่ไหลลงมาสมทบ ยังคงมีอัตราการไหลที่ ลดลงอย่างเป็นปกติ (รูปที่ 3)

3. ในปี 2553, 2555, 2556 และ 2557 การผันผวนของการไหลของน้ำโขงที่สถานี หลวงพระบางยังคงได้รับอิทธิพลจากเขื่อนในจีน และอัตราการไหลของน้ำอูที่ไหลลงมา สมทบ มีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยจะ เห็นว่าอัตราการไหลของน้ำโขงที่สถานีเชียงแสนกับสถานีหลวงพระบาง มีค่าใกล้เคียงกันมาก (รูปที่ 4, 5, 6, 7)

4. ในปี 2558 และ 2559 การผันผวนของการไหลของน้ำโขงที่สถานีหลวงพระบางยังคงได้รับอิทธิพลจากเขื่อนในจีน แต่อัตราการไหลของน้ำอูที่ไหลลงมาสมทบกลับเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม มากกว่า 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ซึ่งเป็นอัตราการไหล ที่ไหลลงมาสมทบตั้งแต่ปี 2536 ในสภาพที่พื้นที่ลุ่มน้ำอูยังคงมีความสมบูรณ์มากกว่าในปัจจุบันมาก) (รูปที่ 8, 9)

ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเมืองหลวงพระบางจึงมีน้ำจากลำน้ำอูไหลลงมาสมทบในปริมาณมากในสัดส่วน 30-50% ของแม่น้ำโขงที่ไหลมาจากเชียงแสน (หรือไหลมาจากเขื่อนในจีน) และปริมาณน้ำที่ผันผวนและมากขึ้นทั้งหมดนี้ ไหลเข้าสู่แม่น้ำโขงที่ผ่านเขตแดนไทย-ลาวตั้งแต่อำเภอเชียงคานลงไปจนถึงอำเภอโขงเจียม ระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร 

ผลการตรวจสอบข้อมูลการไหลย้อนหลังนี้ชี้ให้เห็นว่า ลาวได้เริ่มปล่อยน้ำจากเขื่อนบนลำน้ำอูตั้งแต่ปี 2558 และยังคงปล่อยน้ำต่อเนื่องแม้กระทั่งในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2559 นี้ก็ตาม และได้นำไปสู่ข้อสรุปพื้นฐานที่สำคัญ 3 เรื่อง

  1. ความเสียหายที่เกิดทั้งหมดขึ้นในฤดูแล้ง ลาวต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย จากการปล่อยน้ำจากเขื่อนน้ำอูลงมาสมทบที่เมืองหลวงพระบาง
  2. ลาวปิดบังข้อมูลไม่แจ้งข้อมูลการระบายน้ำนี้ให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และอาศัยช่วงเวลาที่จีนประกาศปล่อยน้ำโขงนั้น (ระหว่าง 15 มีนาคมถึง 10 เมษายน) ประกาศเอาหน้าด้วยการระบายน้ำเช่นกันในอัตรารวมกัน 1,136 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม  ทั้งที่ลาวได้ปล่อยน้ำมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ปี 2558
  3. ผลของการระบายน้ำจากเขื่อนในลำน้ำสาขาของลาวที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตจะส่งผลให้การไหลของน้ำโขงในลุ่มน้ำโขงตอนล่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ และจะส่งผลต่อกิจกรรมทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งระบบนิเวศของน้ำโขงในฤดูแล้งจะเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ ด้านเช่นกัน
Key Issues attach files: