ความสมดุลระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานถ่านหินในชายฝั่งรัฐมอญ

30 มีนาคม 2559 | Nai Saing | สำนักข่าวมอญ (Mon News Agency)

“เรามีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและมีรายได้ดีในภูมิภาคของเรา เราไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน” มีนีมาอู (Mi Ni Mar Oo) นักกิจกรรมในหมู่บ้านอันแตงกล่าวในงานแถลงข่าวและเปิดตัวรายงานที่ย่างกุ้งในวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา”

รายงาน “ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนในเขตพะลึน (Pharlain)” เป็นงานวิจัยว่าด้วยเรืองวิถีชีวิตและทรัพยากรในเขตพะลึน เขตพะลึนตั้งอยู่ตรงชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเย รัฐมอญ มีชุมชนมอญอยู่ 7 หมู่บ้าน เขตพะลึนกำลังถูกคุกคามโดยแผนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1,280 เมกะวัตต์ โดยบริษัท Toyo-Thai จำกัด (TTCL) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจไทยและญี่ปุ่น อูอองทันอู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานไฟฟ้าได้สั่งระงับแผนโครงการและการสำรวจเมื่อสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา

ในงานแถลงข่าวมีตัวแทนสื่อมวลชน ตัวแทนภาคประชาสังคมและชาวบ้านกว่า 100 คน เข้าร่วม มีการพูดถึงข้อกังวลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติและประเพณีวัฒนธรรมหากแผนโครงการเดินหน้า งานแถลงข่าวดังกล่าวถูกจัดขึ้นโดยชุมชนพะลึน มูลนิธิสิทธิมนุษยชนแห่งดินแดนมอญ (HURFOM) ปางกู (Paung Ku) และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA)

7 หมู่บ้านดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านอังแตงบนตีนเขาพะลึน มีประชากรทั้งหมดประมาณ 1,590 ครัวเรือน  ทำมาหากินหลักโดยการทำนา ทำสวนหมาก มีหมู่บ้านประมง 2 หมู่บ้านคือ หมู่บ้านนิเกรอะ (Sanint Krate) และ หมู่บ้านเคาะเคลีย (Kwan Tamort Pea) รายได้หลักมาจากการทำประมง ในขณะที่หมู่บ้านอันแตง หมู่บ้านนินู่ (Sanint Janu) หมู่บ้านซายแกรม (Saigram) หมู่บ้านบาลายแซม (Plaing Sam) และหมู่บ้านเกาะกะรอย (Kwan Kaw Kha Raw) มีรายได้หลักจากการเก็บเกี่ยวข้าว การทำสวนผลไม้ และการทำสวนหมาก

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 บริษัท TTCL ได้เข้าเยี่ยมหมู่บ้านอันแตงเพื่อปรึกษากับชาวบ้านเกี่ยวกับแผนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะนั้น ทางบริษัทได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้กับชุมชนเป็นจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ขององค์กร ด้านพระ ชาวบ้าน และผู้นำชุมชนกล่าวว่า พวกเขารู้สึกประลาดใจที่ทางบริษัทเสนอให้เงินจำนวนมาก แต่ชาวบ้านมิได้ให้คำยินยอมโดยทันที และบอกตัวแทนบริษัทว่า พวกเขา “ขอคิดดูก่อน”

นับตั้งแต่นั้นมา เยาวชนและพระในหมู่บ้านออกเดินทางไปยังประเทศไทยเพื่อทำความเข้าใจโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินต่างๆ เพื่อที่จะเรียนรู้อุตสาหกรรมถ่านหินให้มากขึ้น รวมทั้งเข้าร่วมการประชุมและอบรมเชิงปฏิบัติการในย่างกุ้ง และสร้างเครือข่ายกับชุมชนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ หลังจากนั้น ชาวบ้านจึงเริ่มทำงานวิจัยโดยชุมชนเกี่ยวกับวิถีชีวิต รายได้และทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) และมูลนิธิสิทธิมนุษยชนแห่งดินแดนมอญ (HURFOM)

เราจะไม่แลกทรัพยากรของเรากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ในงานแถลงข่าว มีนีมาอูและนักกิจกรรมยังอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการเก็บข้อมูลในทั้ง 7 หมู่บ้าน และการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตและรายได้จากผลผลิตหลักของพื้นที่คือ ปลา ข้าว และหมาก

ใจความจากรายงานสรุป:

"วิธีการทำมาหากินที่พบมากที่สุดในเขตพะลึน คือการทำสวนหมาก การทำประมงและการทำนา มีชาวบ้าน 712 ครัวเรือนที่ทำสวนหมาก รายได้รวมจากหมากระหว่างปี 2557 และ 2558 อยู่ที่ 3,008,520,000 จั๊ต รายได้รวมต่อปีจากการทำสวนผลไม้ 13 ชนิด ตัวอย่างเช่น ทุเรียน มะพร้าว มะนาว ส้ม ส้มโอ ลูกเนียงและจำปาดะ ฯลฯ อยู่ที่ 458,013,650 จั๊ต ส่วนข้าวจะถูกปลูกไว้บริโภคในครัวเรือนเป็นหลักและขายออกสู่ท้องตลาดเป็นครั้งคราว มีอย่างน้อย 325 ครัวเรือนที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวของตนเอง รายได้รวมต่อปีจากการทำนาคือ 510,566,000 จั๊ต การทำประมงจะพบในทะเล แม่น้ำ ป่าชายเลน หาดเลนชายฝั่งและนาข้าว ชาวประมงจะอยู่อาศัยในหมู่บ้านนิเกรอะและหมู่บ้านเคาะเคลียเท่านั้น รวมประมาณ 108 ครัวเรือน ผลผลิตจากการประมงมีทั้งแบบสดและแห้ง และถึงแม้ว่าจะมีเพียงหมู่บ้านที่ทำประมงเพียงแค่ 2 หมู่บ้าน แต่รายได้รวมต่อปีจากการประมงคือประมาณ 3,263,400,000 จั๊ต คิดเป็นส่วนใหญ่ของรายได้รวมทั้งหมด โดยรวมแล้ว รายได้รวมต่อปีจากหมาก ผลไม้ ข้าวและการประมงอยู่ที่ 7,240,499,650 จั๊ต"

หากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน รายได้รวมต่อปีจะเท่ากับ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อปีของประชากรภายในประเทศ [เมียนมา] รายได้เฉลี่ยของชาวบ้านในเขตพะลึนสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยของคนทั้งประเทศ นับได้ว่าตัวเลขนี้เป็นผลลัพธ์ของตลาดและผลผลิตที่มั่งคั่งของชุมชน และผลกำไรจากการประกอบอาชีพของชุมชนนี้ยังมากกว่าจำนวนเงินที่ TTCL เสนอให้ชุมชนถึง 2 เท่า นักกิจกรรมชุมชนจึงเน้นผลลัพธ์จากงานวิจัยในการสนับสนุนการรณรงค์คนในชุมชน เพื่อชี้ให้เห็นว่า คนในชุมชนจะไม่สามารถโดนกดดันให้ยอมรับแผนโครงการโรงไฟฟ้าได้แต่อย่างใด

การต่อสู้คัดค้านแผนโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อกังวลของชุมชนเกี่ยวกับสารพิษในอากาศ ฝุ่นละออง ควัน น้ำเสียและสารเคมีจากโรงงานที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตในท้องทะเล  ผลิตภัณฑ์และผลกำไรทางการเกษตรและสุขภาพของคนในชุมชนได้ ชาวบ้านบางส่วนกลัวว่า โรงไฟฟ้าจะกระตุ้นให้เกิดการไหลทะลักของแรงงานอพยพเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้งานหายากและส่งผลต่อการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม

แรงจูงใจของ TTCL

แม้จะมีการต่อต้านจากชุมชน TTCL ยังคงดำเนินการต่อและลงนามบันทึกความตกลง (MOA) กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าในวันที่ 9 เมษายน 2558 อย่างไรก็ตาม ไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อมา วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 ประชาชนกว่า 6,000 คน ร่วมกับชุมชนพะลึนประท้วงแผนโครงการโรงไฟฟ้า พร้อมเดินขบวนแสดงเจตนารมณ์ “ไม่เอาถ่านหิน ไม่เอา TTCL” ในหมู่บ้านอันแตง

TTCL ยังได้ว่าจ้างบริษัท วินยองชีอู (Win Yaung Chi Oo) และชาวบ้านบางส่วนกว้านซื้อที่ดินจากผู้อยู่อาศัยโดยรอบ และว่าจ้างให้บริษัท ซีอีเอ เทรนนิ่ง จำกัด (CEA Training) ข่มขู่ชาวบ้านว่า จะใช้อำนาจของกองกำลังทหารของรัฐเพื่อให้โครงการดำเนินการต่อไปและรักษาความปลอดภัยพื้นที่ก่อสร้างไว้ TTCL ยังมีแผนว่าจ้างบริษัท อินสแตนท์ พอร์ต (Instant Port) เข้ามาในพื้นที่เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ ตามที่กรรมการผู้จัดการบริษัท Instant Port ได้เข้ามาพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558  ก่อนที่การสำรวจทุกอย่างจะถูกระงับโดยรัฐบาล

นายคะซาวมอญ (Nai Kasauh Mon) ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิสิทธิมนุษยชนแห่งดินแดนมอญกระตุ้นให้คณะผู้บริหารของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ทบทวนความเสี่ยงและมลพิษของข้อเสนอโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่าง ๆ ทั้งประเทศที่รัฐบาลชุดก่อนเคยอนุมัติไว้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมทั้งได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาถึงแหล่งพลังงานทางเลือก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามชาวบ้านที่งานแถลงข่าวว่ามีแผนอย่างไรหากรัฐบาล NLD อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้า มีนีมาอูตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร เราจะเดินหน้าสู้ต่อไป ’ไม่เอาถ่านหิน ไม่เอา TTCL’ ”