การทูตแม่น้ำโขง: ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน

10 เมษายน 2559 คม ชัด ลึก เขียนโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ข่าวคราวที่จัดได้ว่าเป็น “Talk of The Region”  มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีนซึ่งอยู่ใกล้ไทย รวมถึงภูมิภาคแม่น้ำโขงที่สุดในตอนนี้ นั่นคือ เขื่อนจิ่งหง ที่เป็นข่าวดังข่าวใหญ่ก็คงเป็นเพราะว่าจีนแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านทางกระบอกเสียงของกระทรวงการต่างประเทศ คือนาย หลู่ คัง โฆษกประจำกระทรวงฯ และส่งสารผ่านไปยังสถานทูตของจีนที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคดังกล่าว ทั้งเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามเพื่อให้ผู้นำในประเทศเหล่านั้นได้ทราบโดยทั่วกัน

เขื่อนจิ่งหง หรือ เขื่อนเชียงรุ้ง เป็นหนึ่งใน 6 เขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนในจีนที่สร้างเสร็จแล้ว อยู่ในส่วนของมณฑลยูนนานของจีน โดยก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2552  มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1750 เมกะวัตต์ ความสูง 118 ม. โดยมีระยะห่างจาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ประมาณ 400 กม.

สาระสำคัญของการปล่อยน้ำครั้งนี้ คือ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงที่ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก แถมปรากฏการณ์เอลนิลโญ่ซ้ำเติม โดยเฉพาะเวียดนามในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ดูท่าจะหนักหน่วงที่สุด เนื่องจากความแห้งแล้งส่งผลให้น้ำแห้งขอด น้ำทะเลหนุนอย่างหนัก จนทำให้ผืนดินถูกเซาะ สูญเสียที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังส่งผลให้ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ แหล่งน้ำจืดก็ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยน้ำเค็ม โดยการปล่อยน้ำครั้งนี้จะปล่อยมาในปริมาณ 2000 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 10 เมษายน 2559 รวมระยะเวลาเกือบ 1 เดือน และคาดการณ์ว่าพอถึงช่วงสงกรานต์นี้น้ำก็จะยังไม่ลดไปถึงระดับปกติ

การปล่อยน้ำจากเขื่อนผ่านการแสดงออกอย่างชัดเจนทางการทูตครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นบุญคุณของประเทศต้นแม่น้ำโขงอย่างจีนที่ส่งไปยังประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และพยายามสะท้อนว่าตนเองมีความปรารถนาดี รวมถึงกล่าวชื่นชมตนเองอย่างชัดเจนว่าทางจีนมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพ เอาชนะธรรมชาติ และสามารถควบคุมน้ำเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ของทุกประเทศท้ายน้ำได้อย่างสมดุล

แท้ที่จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของจีนในการปล่อยน้ำครั้งนี้ก็เพื่อ 1) ทำการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์การสร้างพลังงานในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตน 2) ให้สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งทางเรือของจีนบนแม่น้ำโขงที่จะทำการค้าขายกับประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และ3) พร่องน้ำในเขื่อนให้สามารถรับน้ำได้ในช่วงฤดูฝน โดยสรุปก็คือจีนได้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดจากการเล่นบทผู้ให้ที่จริงๆแล้วไม่เสียอะไรเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังได้กำไรเพิ่มขึ้น คือนอกจากบรรลุจุดประสงค์ของตัวเองแล้ว ยังได้เครดิตและคำขอบคุณจากบรรดาผู้นำในบางประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงด้วย

การปล่อยน้ำจากเขื่อนครั้งนี้มีนัยทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านี้ใช่ว่าจีนจะไม่เคยปล่อยน้ำออกมา จีนปล่อยน้ำออกมาหลายครั้งหลายหนตลอด 23 ปีที่มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก แต่ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆแก่ประเทศท้ายน้ำ โดยเฉพาะประชาชนริมโขงเองก็ไม่เคยได้รับการแจ้งเตือนใดๆจากทั้งรัฐบาลจีน หน่วยงานต่างๆของรัฐบาลในประเทศของตน หรือแม้แต่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) แม้ว่าจะมีการแชร์ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ก็มิได้มีการประกาศหรือแจ้งเตือนอย่างทั่วถึง จนชาวบ้านริมโขง โดยเฉพาะในส่วนของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต้องสังเกตจากการแล่นเรือสินค้าจีนเข้ามาในไทยในช่วงหน้าแล้งเป็นตัวชี้วัด นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของชาวบ้านที่ไม่มีหน่วยงานใดๆมาร่วมป้องกันหรือแก้ไขปัญหานี้

ปีนี้อาจเป็นปีที่ 23 ของการอุบัติขึ้นของเขื่อนม่านวาน เขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงในจีน แต่นับเป็นปีที่ 30 ของการเริ่มก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในปี 2529  นับตั้งแต่เขื่อนม่านวานสร้างเสร็จและเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าในปี 2536 ก็ได้เริ่มเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติต่อการขึ้น-ลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงแล้ว กล่าวคือ ในปี 2535 ก่อนเขื่อนดังกล่าวสร้างเสร็จหนึ่งปี ชาวบ้านริมโขงเริ่มสังเกตเห็นว่าระดับน้ำเริ่มผันผวน จากการตรวจวัดของสถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน ช่วงต้นหน้าฝน น้ำโขงมีระดับสูงสุดเพียง 4.85 ม. แต่ช่วงปลายหน้าฝนกลับมีระดับสูงสุดที่ 5.42 ม. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำโขงโดยเฉลี่ย (ตามธรรมชาติ) ต้องลดระดับลง และในช่วงหน้าแล้งของปี 2536 ระดับน้ำโขงต่ำสุดอยู่ที่ 0.14 ม. (1 เม.ย.) และลดลงจนไม่เหลือเลยคืออยู่ที่ 0.0 ม. ในช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่เข้าสู่หน้าฝนแล้ว หากใกล้เข้ามาอีกนิด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง ในปี 2556 ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2.5-3 ม. จากระดับปกติ

ตัวเลขความผันผวนของแม่น้ำโขงที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการหาอยู่หากินของประชาชนริมโขงใน 5 ประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือชีวิตของคนโขงถูกผูกโยงกับแม่น้ำ หากระดับน้ำโขงผันผวน วิถีชีวิตและความมั่นคงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมของคนโขงก็ผันผวนเช่นกัน ผลกระทบที่เห็นเป็นรูปธรรมในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ คือระดับที่ขึ้น-ลงผิดปกติ ไม่เต็มตลิ่งและมีระยะเวลาสั้น ส่งผลให้หาดทรายริมโขงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย มีวัชพืชขึ้นมาก ปลาไม่เข้าไปยังห้วยหรือน้ำแก้ง ซึ่งเป็นระบบนิเวศย่อยที่มีความสำคัญต่อการผสมพันธุ์ วางไข่ และอนุบาลปลาเล็กปลาน้อย หากระดับน้ำขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นหน้าฝน ก็จะทำให้เกิดระบบนิเวศย่อย เช่น คอน ซ่ง-ก้อง ในระยะเวลาที่จำกัด ทำให้ปลาที่กำลังว่ายอพยพทวนกระแสน้ำขึ้นมาเข้าระบบนิเวศย่อยดังกล่าวได้น้อยลง นอกจากนี้ระดับน้ำที่ขึ้น-ลงผิดปกติยังส่งผลให้ลวงไหลมอง ลวงตักซ้อน ลวงเบ็ด อันเป็นหลักแหล่งสำคัญในการใช้เครื่องมือประมงเพื่อจับปลาสูญหายไปด้วย ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อไปยังชาวประมงแม่น้ำโขงอย่างมาก ผลคือจับปลาได้ยากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมเครื่องมือประมงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่รายได้ลดลง

การปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีนครั้งล่าสุดนี้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรริมโขง ปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงและไหลอย่างรวดเร็วทำให้แปลงผักริมโขงเสียหายอย่างหนัก ไกหรือสาหร่ายน้ำจืดอันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงนี้ รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ทางการประมงเองก็ถูกพัดลอยไปกับกระแสน้ำเช่นกัน ปลากระชังน็อคน้ำ ล้มตาย เนื่องจากอุณหภูมิในน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มูลค่าความเสียหายเหลือคณานับ ภาคการท่องเที่ยวเองก็ได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว หาดทรายและแก่งแม่น้ำโขงชื่อดังต่างๆ เช่น หาดจอมมณี หาดน้ำก่ำ หาดมโนรมย์ภิรมณ์ แก่งคุดคู้ ฯลฯ ที่ขึ้นในช่วงหน้าแล้งถูกน้ำท่วม ผู้ประกอบการร้านค้า ซุ้มอาหารและบริการต่างๆที่ทำรายได้ในช่วงนี้ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า หลายรายต้องปรับตัวโดยการเฝ้าระวังระดับน้ำเพื่อคอยเคลื่อนย้ายแพ ซุ้มอาหาร บ้างก็ต้องคอยซ่อมแซมและต่อเติมยกพื้นสูงเพื่อหนีน้ำ ทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

เพียงเขื่อนจิ่งหงเขื่อนเดียวยังสร้างความเสียหายขนาดนี้ หากปล่อยน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในลาวที่จะถูกปล่อยออกมาอีกระลอกจะเสียหายขนาดไหน เนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลลาวได้ประกาศออกสื่อว่าจะมีการปล่อยน้ำเพราะรัฐบาลลาวเองก็มีความเห็นใจเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเช่นกันที่ประสบภัยแล้ง ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ โดยปริมาณที่ปล่อยมาในครั้งนี้อยู่ที่ 1,136 ลบ.ม./วินาที แต่ถึงกระนั้นน้ำที่ปล่อยออกมาครั้งนี้ของทั้งเขื่อนจีนและเขื่อนลาวอาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งในเวียดนามใต้ได้ เพราะอาจถูกสูบเข้าไปใช้ในประเทศใดประเทศหนึ่งเสียก่อน รวมถึงมีการระเหยของน้ำเกิดขึ้นด้วย สรุปก็คือการปล่อยน้ำครั้งนี้อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับคนโขงแล้วเขื่อนคือต้นตอของหายนะที่เกิดขึ้นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดของวิกฤตครั้งนี้คือการปล่อยให้แม่น้ำโขงไหลอย่างอิสระ และหยุดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ขอบคุณภาพ 

"เขื่อนจิ่งหง" จาก Nationmultimedia
"ชาวบ้านกำลังขนย้ายซุ้ม", "น้ำโขงเข้าท่วมร้านค้าริมหาด", และ "ปลากระชังน็อคน้ำ" จาก อ้อมบุญ ทิพย์สุนา