เขื่อนที่มีประโยชน์ ?

กรุงเทพธุรกิจ 30 ตุลาคม 2541

 

 

            ปัญหาแม่น้ำสงครามยังคาราคาซังไม่รู้จับ เมื่อกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (พ.พ.) ยังจะก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำสายนี้เอาไว้

            กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่อำเภออากาศอำนวย จ.สกลนคร และอำเภอศรีสังคม จ.นครพนม พื้นที่ติดต่อกันหลายหมู่บ้าน หน่วยงานราชการระบุแต่เพียงว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนแล้ว ปลาก็จะเยอะน้ำก็จะไม่แล้ง อีกทั้งการไปนา การคมนาคมขนส่งก็จะสะดวก เพราะเมื่อมีเขื่อน ความเจริญต่าง ๆ ก็จะเข้ามาถึงเช่นกัน

            แต่การคิดและทำของ พ.พ. ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเหมือนอย่างกรณีเขื่อนราษีไศล สาเหตุเพราะชาวบ้านรับรู้ข้อมูลและได้รับข่าวสารที่เป็นจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการก่อสร้างทำให้เกิดกระแสคัดค้าน

            ชาวบ้านส่วนหนึ่งรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อน พวกเขาหยิบยกเอาประสบการณ์และการกระทำของ พ.พ. กับเขื่อนที่ทิ้งปัญหาให้ชาวบ้านที่ อ.ราษีไศล จ.สกลนคร มาเป็นกรณีตัวอย่างตลอดจนกรณีปัญหาการใช้ประโยชน์หลังเขื่อนเสร็จ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมแห่กันมาตั้งเหมือนกับที่เขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 5 โรงงาน มายึดพื้นที่ริมแม่น้ำ และคนที่รับกรรมก็คือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ น้ำเน่า ปลาตาย

            กลุ่มชาวบ้านในนามของ “ชมรมอนุรักษ์แม่น้ำสงคราม” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 หลังจากที่ พ.พ.ได้เริ่มโครงการสำรวจและหาข้อมูลก่อสร้างเขื่อนมาแล้วตั้งแต่ปี 2537-2538 การรวมกลุ่มของชาวบ้านในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่สุดคือ การคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำสงครามและต้อกงารจะเห็นแม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำธรรมชาติสายเดิม ที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย

            การก่อกำเนิดของกลุ่มอนุรักษ์กลุ่มนี้ เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของชาวบ้าน เริ่มจากการต่อต้าน บริษัทเอเชียเทค ที่เข้าไปใช้พื้นที่ป่าสงวน ที่ชาวบ้านเก็บเอาไว้เป็นป่าเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำไปปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส พร้อมทั้งสร้างรั้วกั้นทำให้วัวควายของชาวบ้านเข้าในพื้นที่ไม่ได้ การรวมตัวกันเพื่อคัดค้าน บริษัทดังกล่าวจึงเกิดขึ้นในกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อการคัดค้านสำเร็จลง พวกเขามีกลุ่มก้อนชัดเจนยิ่งขึ้นและนำมาสู่การต่อสู้กับปัญหาที่ใหญ่ขึ้นของลุ่มน้ำสงครามคราวนี้คือ เขื่อนของราชการ

อยากเก็บไว้เป็นลำน้ำธรรมชาติ

ลุงสินสมุทร พักตรพรหม ประธานชมรมอนุรักษ์แม่น้ำสงคราม บ้านปากยาม ต.สามเขา อ.ศรีสังคม จ.นครพนม เล่าถึงความเป็นมาและการก่อตั้งเป็นรูปร่างของชาวบ้านกลุ่มนี้ว่า เริ่มก่อตั้งในปี 2538 โดยมีสมาชิกอยู่ประมาณ 6–7 หมู่บ้าน หลังจากรับรู้ข้อมูลเรื่องการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำสงคราม จากนักวิชาการ ทำให้เรากลัวว่า หากเขื่อนมาพวกเราก็อาจจะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้

            “เราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพราะต้องการจะคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนเพียงอย่างเดียว มีชาวบ้านประมาณ 6 – 7 หมู่บ้าน สมาชิก 100 กว่าคน มาเป็นสมาชิก ซึ่งมีทั้งในพื้นที่ อ.อากาศอำนวย และ อ.ศรีสังคม พอตั้งขึ้นมาได้ไม่กี่วัน เราก็รวมตัวกันและเข้าไปยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเลย หลังจากนั้น การรวมตัวก็เป็นรูปร่างมากยิ่งขึ้น มีการประชุมหาข้อมูลใหม่ เสนอข้อมูลข่าวสารให้กัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน” สินสมุทรกล่าว

            สินสมุทรยังกล่าวอีกว่า นอกจากการต่อต้านการสร้างเขื่อนแล้วนั้น กลุ่มยังคัดค้านการทำลายป่าบุ่ง-ป่าทาม อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสงครามด้วย หากอนุรักษ์ป่าบุ่ง-ป่าทามแล้ว ก็จะเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ปลาไปในตัวด้วย

            “ตอนนี้ปัญหาต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายมาสู่แนวทางที่นำมาสู่การแก้ไขแล้วเพราะชาวบ้านรอเพียงการเปิดประชาพิจารณ์เท่านั้น ถึงแม้ว่าตอนนี้ทางพ.พ.จะเร่งให้มีการเปิดประชาพิจารณ์โดยเร็ว ๆ แต่เรายังไม่อยากให้ดำเนินการ เพราะชาวบ้านมีข้อมูลน้อย และอยากรอเพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนกว่านี้จากเจ้าของโครงการ เพราะที่ผ่านมานั้นมีหลายประเด็นที่มีการงุบงิบกัน เพื่อหวังให้สร้างเขื่อนขึ้นมาเกรงว่าพอประชาพิจารณ์ไป โดยไม่มีข้อมูลผลกระทบก็จะเกิดกับชาวบ้านที่อยู่อาศัยมาก่อนเหมือนกรณีเขื่อนราษีไศล จ.สกลนคร” สินสมุทรกล่าว

            “ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ พ.พ.ออกมาหาชาวบ้านเขาก็จะมาพูดถึงแต่ประโยชน์ของการสร้างเขื่อน แต่เขาไม่เคยพูดถึงโทษให้เราได้มีโอกาสรับรู้เลย ไม่เคยพูดเรื่องเงินชดเชยไม่เคยบอกว่าที่นาเราจะท่วมกี่ไร่ บอกแต่ว่าเราจะได้ผลประโยชน์อย่างเดียวแต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ เพราะถ้าน้ำมาทุกหย่อมหญ้า ก็จะกลายเป็นทะเลไปหมด ตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะนายอำเภอสั่งห้ามไม่ให้คัดค้าน แต่จะต้องเห็นด้วย เพราะเป็นโครงการของหน่วยงานราชการเหมือนกัน แต่ตอนนี้เราหวังเพียงว่า จะคัดค้าน และเก็บลำน้ำสงครามเอาไว้ เพื่อให้เป็นลำน้ำธรรมชาติเหมือนเช่นเดิม” ลุงสินสมุทรทิ้งท้ายเอาไว้อย่างมีความหวัง ที่จะเห็นลำน้ำสายนี้ยังคงอยู่เช่นเดิม

น้ำท่วมแล้วจะอยู่อย่างไร

            “ถ้าน้ำท่วมหมดแล้ว พวกเราจะเหลืออะไร ที่นาก็จะไม่มี ถ้าหากเหลือเฉพาะบ้านแล้วเราจะเอาอะไรกิน คนเรามัวอยู่เฉพาะบ้านบนแพไม่ได้หรอก วัวควายก็เสียชีวิต น้ำท่วมไร่นาก็หมดแล้ว วัวควาย สัตว์เลี้ยงของเราจะกินอะไร” หนูกุล นาเมืองรักษ์ คณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้านดงสาร ต.โพนงาม อ.อากาศอำนวย บอกเล่าถึงความรู้สึก เพราะเขาคือผู้นำกลุ่ม จ.สกลนคร

            “แม่น้ำทุกสายในภาคอีสานมีการก่อสร้างเขื่อนกั้นเอาไว้หมด เหลือแต่แม่น้ำสงครามเท่านั้น เพราะไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก และต่อมาเมื่อกรมพัฒนาฯเข้ามาเพื่อหวังจะก่อสร้างเขื่อน ชาวบ้านก็ไม่พอใจและรวมตัวกันเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น

            “เรารู้ว่าหากมีการสร้างเขื่อนน้ำจะท่วมที่ไร่นาประมาณ 1.8 แสนไร่ ข้อมูลนี้เรารู้จากการที่นักวิชาการมาจัดสัมมนาและให้ความรู้ แต่ทาง พ.พ. ไม่เคยออกมาบอกอะไรเราเลย และยิ่งน้ำท่วมเรายิ่งเดือดร้อน เพราะปกติในฤดูฝน น้ำก็จะท่วมหมู่บ้านอยู่แล้ว น้ำเคยท่วมสูงสุดในปี 2538 ซึ่งน้ำท่วมมากที่สุดในรอบ 20 ปี ท่วมสูงขึ้นประมาณพื้นบ้าน ทั้ง ๆ ที่บ้านยกพื้นสูง ส่วนไร่นาไม่ต้องห่วง เพราะน้ำท่วมหมดเลย แต่เชื่อไหมว่า ระดับน้ำที่ท่วมสูงในปีนั้น พ.พ.บอกว่า ยังไม่ใช่ระดับกักเก็บน้ำของเขื่อน เพราะระดับน้ำกักจะสูงกว่านั้น” หนูกุล บอกถึงข้อมูลที่เขาได้รับมาให้ฟัง

            “เราตั้งเครือข่ายขึ้นมา ทำให้เราได้มีการกระจายข้อมูลไปสู่กัน ทำให้ชาวบ้านไม่ถูกปิดหูปิดตา เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจอะไรทำมาหากินอย่างเดียว มีน้ำก็หาปลา เสร็จถึงฤดีกาลทำนาก็ดำนาอย่างเดียว”

            “ตอนนี้ชาวบ้านเองก็มีการตั้งกลุ่ม ดูแลเรื่องการจับปลา ไม่ให้มีการใช้ไฟฟ้าช็อตปลา หรือใช้ยาเบื่อปลา เพราะปลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว พร้อมทั้งวางกฎกันเอาไว้ว่า ไม่ให้ตัดไม้ริมฝั่งน้ำสงคราม เก็บเอาไว้ให้ปลาใช้เป็นที่วางไข่ ก่อนหน้านี้เคยหาปลาขายได้เดือนละ 30,000 บาท แต่ตอนนี้ปลาเหลือน้อยลง ช่วงหลัง ๆ หาได้แค่เดือนละ 3-5 พันบาทเท่านั้น ไม่พอกินจะปลูกข้าวไว้กิน ก็ต้องเกรงปัญหาน้ำท่วม เพราะแถวนี้น้ำท่วมทุกปี” หนูกุล เล่าถึงประสบการณ์ชีวิต และวิถีชีวิตของเขา ที่ได้อาศัยหากินและใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำสายนี้มาตลอดชั่วชีวิตของเขา

กำนันผู้ใหญ่บ้านอยากจะได้เขื่อน

            นอกจากหนูกุล นักต่อสู้แห่งบ้านดงสารแล้ว ยังมี ประมวล เชษฐาไช รองประธานชมรมอนุรักษ์ลำน้ำสงคราม อีกคนหนึ่งที่ออกมาต่อสู้และอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านที่นี่ เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน รู้อยู่แล้วว่า จะมีการก่อสร้างเขื่อน แต่ไม่ยอมเอาข้อมูลมาบอกเพราะเจ้านายในอำเภอ และจังหวัดสั่งห้ามเอาไว้

            “เขาคิดว่าเราไม่จำเป็นจะต้องรู้อะไรก็ได้ เป็นหน้าที่ของราชการที่จะนำความเจริญมาสู่หมู่บ้านและสู่ท้องถิ่น เพราะประชาชนเป็นแค่คนในปกครองที่ไม่ต้องการถามความคิดเห็นก็ได้”

            “พอเจ้าหน้าที่บอกว่าจะสร้างเขื่อนก็มีประชาชนหลาย 100 หมู่บ้านประมาณ 80% ที่ยังเชื่อว่าน้ำจะไม่ท่วมไร่นา และไม่ท่วมบ้านเรือนเขา เพราะพวกเขาไม่เคยสนใจข้อมูลอะไรเลย ข้าราชการก็ไม่เคยบอก และปกปิดข้อมูลมาตลอด”

            “ตอนที่ผมเข้าไปร่วมประชุมสัมมนากับทางราชการ และมีหน่วยงาน พ.พ. มาเข้าร่วมด้วย เชื่อไหมว่าเขาบอกว่าพื้นที่ที่น้ำจะท่วมถึงนั้น มีแค่ 20,000 ไร่ แต่พอเราไปดูภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่แล้ว เจ้าหน้าที่ราชการหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ระบุว่า น้ำจะท่วมมากถึง 1.8 แสนไร่ อย่างนี้เราก็เดือดร้อนอย่างเดียว สิ่งที่กรมพัฒนามาบอกนั้นโกหกทั้งหมด”

            “พอมีโครงการเขื่อน แม้แต่ชาวบ้านเองก็ยังแตกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเห็นด้วยอยากจะให้สร้าง แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็คัดค้าน อย่างชาวบ้านอำเภอวานรนิวาส อยากจะได้เขื่อน เพราะถ้าสร้างเขื่อนเขาได้น้ำ แต่น้ำจะท่วมเรา เราก็ไม่ได้จะได้ ก็เลยทะเลาะกัน ชมรมเคยเสนอความคิดให้ พ.พ.ทำเป็นอ่างเก็บน้ำ และดึงน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์ หรือไม่ก็ทำเป็นฝายน้ำล้นขนาดย่อมเป็นหย่อม ๆ ไม่ต้องทำสูง เพื่อกั้นน้ำเอาไว้ผลกระทบที่จะเกิดมีน้อย งบประมาณก็จะใช้น้อย แต่ไม่รู้ว่าเขาจะฟังเสียงเราบ้างหรือเปล่า” ประมวล เล่าถึงทางออกที่พวกเขาได้เสนอให้ภาครัฐ นำไปพิจารณาแล้ว

            ถึงวันนี้พวกเขาก็ยังคงทำมาหากินอยู่ในผืนดินเดิม รอคอยเพียงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของทางราชการให้เขารับรู้เท่านั้น การรวมกลุ่มกันก็เพื่อหวังกระจายข่าวสารข้อมูล ให้กับชาวบ้านได้รับรู้กัน

            แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เจียมตน และรับสภาพของตัวเองว่าเขาเป็นแค่ไม้ซีก ไม่คาดหวังที่จะเอาชนะไม้ซุง แต่อย่างน้อยถ้าหากรัฐ ยอมฟังเสียงประชาชนบ้าง ปัญหาต่าง ๆ ก็คงจะไม่เกิด ดังบทเรียนกรณีเขื่อนราษีไศล ที่ต้องเดินขบวนกันแบบรายวันเหมือนเช่นที่พวกเขาเห็นกันอยู่ขณะนี้...