The Wolf in sheep's clothing: ความร่วมมือมิสซิสซิบปี้-แม่น้ำโขง ในอุ้งมือยูเสด (USAID)

23 กรกฎาคม 2559 | มนตรี จันทวงศ์ | บทความฉบับภาษาไทย Bangkok Post
 
​​ในช่วงปี 2552 เป็นช่วงเวลาที่แผนการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง เริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยรัฐบาลกลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างได้ให้สิทธิศึกษาความเป็นไปได้ในหลายโครงการ อาทิเช่น โครงการเขื่อนบ้านกุ่ม, โครงการเขื่อนปากชม, โครงการเขื่อนซัมบอ, โครงการเขื่อนไซยะบุรี, โครงการเขื่อนหลวงพระบาง, โครงการเขื่อนปากลาย, โครงการเขื่อนดอนสะโฮง และการศึกษาการสร้างเขื่อนไฟฟ้าในลุ่มน้ำสาขาอีกเป็นเป็นจำนวนมาก เช่น ลุ่มน้ำอู, ลุ่มน้ำงึม, ลุ่มน้ำเซกอง, ลุ่มน้ำเซซาน และลุ่มน้ำสเรป็อก

ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และมีนางฮิลลารี่ คลินตัน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ได้หวลกลับมามีบทบาทในภูมิภาคแม่น้ำโขงอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมกับ รมต.ต่างประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างครั้งที่สอง (U.S.-Lower Mekong Ministerial Meeting) ที่เมืองเสียมราช ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2555 นั้น รัฐมนตรีต่างประเทศ นางฮิลลารี่ กล่าวถึงความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของอเมริกา ในการพัฒนาโครงการเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนมากบนแม่น้ำมิสซิสซิบปี้ และเสนอให้ความช่วยเหลือประเทศในลุ่มน้ำโขง ให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจใด ๆ โดยเสนอมอบให้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำมิสซิสซิบปี้ ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศในลุ่มน้ำโขงเพื่อที่จะได้ไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดที่เราและคนอื่น ๆ ก่อขึ้น และกลายเป็นความร่วมมือมิสซิสซิบปี้-แม่น้ำโขงในที่สุด ภายใต้โครงการ The Lower Mekong Initiative (LMI) โดยมี United States Agency for International Development (USAID) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารโครงการ และตามมาในเดือนธันวาคม 2556 วุฒิสมาชิก John Kerry กล่าวถึงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงไว้ว่า "ประเทศหนึ่งหาได้มีสิทธิ์ที่จะพรากอาชีพ ระบบนิเวศ และสมรรถนะแห่งชีวิตอันเกิดแต่แม่น้ำ ไปจากอีกประเทศหนึ่ง, แม่นัำสายนั้นคือทรัพย์ของโลก เป็นสมบัติลัำค่าของภูมิภาคนี้"

โครงการ The Lower Mekong Initiative(LMI) เริ่มในปี 2552 ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือและการพัฒนาต่าง ๆ ของประเทศในกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง ได้แก่ พม่า, ลาว, ไทย, กัมพูชา และเวียดนาม ครอบคลุม 6 เรื่องหลักได้แก่ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค, การศึกษา, ความมั่นคงทางพลังงาน, สิ่งแวดล้อมและการจัดการน้ำ และสุขภาพ  นอกจากนี้ USAID ยังได้สถาปนา Friends of the Lower Mekong (FLM) ให้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนสำคัญในแผนงานต่าง ๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์, สหภาพยุโรป, ธนาคารพัฒนาเอเชีย และธนาคารโลก

โครงการ “ความสามารถปรับตัวของแม่น้ำโขงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การธำรงการไหลของแม่น้ำโขงเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสรรพชีวิต” (The Climate Resilient Mekong: Maintaining the Flows that Nourish Life) เป็นหนึ่งในแผนงานหลักเรื่อง สิ่งแวดล้อมและการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นโครงการระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เพื่อตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีสาเหตุมาจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องตะกอนและสารอาหารตามธรรมชาติจะลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำ, พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงและโตนเลสาป รวมทั้งผลผลิตด้านการเกษตรและประมง และการอพยพของปลา โดย USAID ได้ว่าจ้างสถาบัน Natural Heritage Institute(NHI) เป็นผู้ดำเนินการศึกษาภายใต้โครงการดังกล่าวนี้

USAID และ NHI ได้นำเสนอเป็นรายงานการศึกษาในช่วงปี 2555-56 ได้แก่ รายงานทางเทคนิคข้อเสนอทางเลือกการจัดการตะกอนของเขื่อนซัมบอ, เขื่อนเซซาน 2(ล่าง), เขื่อนเซกอง และรายงานการประเมินการจัดการตะกอนของเขื่อน Buon Tua Srah and Buon Kuop ในเวียดนาม และนอกจากนี้ในปี 2555 NHI ยังได้ว่าจ้างสถาบัน World Fish Center ทำการศึกษาในบางเรื่อง ได้แก่ อิทธิพลของการเคลื่อนย้ายตะกอนต่อที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงและการประมงชายฝั่ง และ และ การเปลี่ยนแปลงของตะกอนจากเขื่อน ผลกระทบต่อปลาในแม่น้ำโขง (Influence of Sediment Load on Mekong Floodplain and Coastal Fisheries: State of knowledge and research options และ Dams, Changes in Sediment Load and Impact on Fish Resources in The Mekong: approach and way forward)

กลายเป็นว่าโครงการที่มีชื่อสวยหรูว่า “การปรับตัวของแม่น้ำโขงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การธำรงการไหลของแม่น้ำโขงเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสรรพชีวิต” แทนที่จะทำการประเมินผลกระทบของเขื่อนซัมบอ ในการเก็บกักตะกอนต่อโตนเลสาปและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาโครงการนี้ต่อรัฐบาลกัมพูชา แต่กลับนำเสนอการสร้างเขื่อนซัมบอแห่งใหม่ ที่กล่าวอ้างว่ามีประสิทธิภาพในการระบายตะกอนได้ดีกว่า รวมทั้งการในการศึกษาเขื่อนเซซาน 2(ล่าง) ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ NHI ได้เสนอการสร้างเขื่อนอื่น ๆ ทดแทนมากถึง 4 เขื่อนในแม่น้ำเซซานและแม่น้ำสเรป็อก แทนที่จะสร้างเพียงเขื่อนเซซาน 2(ล่าง) เพียงเขื่อนเดียว

ข้อกล่าวอ้างว่าเขื่อนซัมบอแห่งใหม่นี้มีประสิทธิภาพในการระบายได้ดีกว่านั้น  เนื่องจากมีการปรับขนาดของเขื่อนให้เล็กลง จากระดับเก็บกักที่ 40 เมตร รทก. เหลือ 35 เมตร รทก. ส่งผลให้กำลังผลิตติดตั้ง 2,600 เมะวัตต์ลดลงเหลือ 1,703 เมกะวัตต์ แต่ก็ต้องมีการสร้างเขื่อนและอาคารควบคุมการไหลของน้ำโขงที่ซับซ้อนกว่า ประกอบด้วยเขื่อน 2 แห่ง, อาคารส่งน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 1 แห่ง และคันเขื่อนกั้นน้ำโขงท่วมบนเกาะเงียว (Roungeav Island) 2 คัน (เกาะเงียว คือเกาะกลางแม่น้ำโขง เป็นที่ตั้งเขื่อนซัมบอ มีความยาวประมาณ 45 กิโลเมตร) แต่ความยาวของอ่างเก็บน้ำของเขื่อนซัมบอแห่งใหม่นี้มีความยาว 32 กิโลเมตร ซึ่งลดลงเพียงเล็กน้อยจากเขื่อนซัมบอเดิมที่มีความยาวของอ่างเก็บน้ำ 35 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามยังไม่ปรากฏว่า มีการศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมของเขื่อนซัมบอในทางสาธารณะแต่อย่างใด

เขื่อนซัมบอ เป็นหนึ่งในสิบสองเขื่อนที่ถูกวางแผนสร้างในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดกระเจ๊ะของประเทศกัมพูชา เขื่อนนี้เป็นเขื่อนตัวสุดท้ายที่อยู่ตอนล่างสุด ห่างจากปากแม่น้ำโขงขึ้นมาประมาณ 560 กิโลเมตร รัฐบาลกัมพูชาโดยกระทรวงอุตสาหกรรม, เหมืองแร่ และพลังงาน เคยให้สิทธิศึกษาความเป็นไปได้แก่บริษัท Guangxi Grid Company เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 บริษัทดังกล่าวนี้เป็นบริษัทในเครือของบริษัท China Southern Power Grid (CSGP) ภายหลังจาก บริษัท Guangxi Grid Company เข้ามาสำรวจในพื้นที่ ก็ไม่ปรากฏข้อมูลใด ๆ ที่เปิดเผยออกมา และข่าวคราวการสร้างเขื่อนแห่งนี้ก็เงียบหายไป (การศึกษาของสำนักเลขาธิการแม่น้ำโขงตั้งแต่ปี 2537 ได้ระบุว่า การสร้างเขื่อนซัมบอที่กำลังการผลิต 3,300 เมกะวัตต์ จะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาด 880 ตารางกิโลเมตร จะต้องอพยพประชาชนถึง 5,120 คน และการศึกษาของ NHI ในปี 2556 ได้อ้างการศึกษาของรัฐบาลกัมพูชาระบุว่า เขื่อนซัมบอ มีกำลังการผลิตติดตั้ง 2,600 เมกะวัตต์ จะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาด 620 ตารางกิโลเมตร)  

เขื่อนซัมบอ ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงตอนกลางของประเทศกัมพูชา และตั้งบนรอยต่อของระบบนิเวศของแม่น้ำโขงในกัมพูชาที่สำคัญ กล่าวคือ แม่น้ำโขงตอนล่างของเขื่อนซัมบอนั้น จะมีสภาพเป็นลำน้ำสายใหญ่ เชื่อมต่อไปยังโตนเลสาปซึ่งมีระบบนิเวศเชื่อมต่อกับระบบนิเวศสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม  ขณะที่ในส่วนตอบบนของเขื่อนซัมบอ ประกอบด้วยเกาะ-แก่งน้อยใหญ่ และป่าชุ่มน้ำตามฤดูกาลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเกาะกลางแม่น้ำโขงที่มีชื่อว่า เกาะเงียว(Roungeav Island) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวถึง 45 กิโลเมตร และยังมีวังน้ำลึกในแม่น้ำโขงอีกเป็นจำนวนมาก  แม่น้ำโขงในบริเวณนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำที่สำคัญหลายชนิดเช่น โลมาอิระวดี ซึ่งอาศัยอยู่ตามวังน้ำลึกต่าง ๆ ขึ้นไปตามลำน้ำโขงจนถึงเขตแดนประเทศลาว, ปลาสะอี เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวบ้านในเขตนี้ และจะว่ายอพยพในแม่น้ำโขงขึ้นมาจนถึงภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทย รวมทั้งว่ายอพยพเข้าไปในลำน้ำสาขาที่สำคัญ ๆ เช่น แม่น้ำเซซาน, แม่น้ำสเรป็อก และแม่น้ำเซกองในจังหวัดสตุงเตร็งและจังหวัดรัตนคีรี ของกัมพูชาด้วยเช่นกัน

ในภาพรวมแล้วเขื่อนซัมบอทั้งที่เคยออกแบบมาเดิมตั้งแต่ปี 2537 หรือที่ USAID เสนอใหม่ในปี 2556 นั้น จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศแม่น้ำโขงไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะท่วมเกาะ แก่ง วังน้ำลึก ป่าชุ่มน้ำตามฤดูกาล และท่วมที่ชุมชนทั้งบนเกาะและสองฝั่งแม่น้ำโขงมากกว่า 24 หมู่บ้าน ต้องอพยพที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือการลดขนาดเขื่อนซัมบอส่งผลให้ขนาดอ่างเก็บน้ำเล็กลง แต่ก็ต้องแลกกับการทำให้เกาะแก่งจำนวนมหาศาลในแม่น้ำโขงต้องแห้งลงจากโครงสร้างเขื่อนแบบใหม่ ดังนั้นผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง เช่น การอพยพของปลาจากโตนเลสาปขึ้นไปยังแม่น้ำโขงตอนบน, การประมงในเขตพื้นที่เขื่อนที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำ, การอพยพย้ายถิ่นฐานของชุมชนบนเกาะเงียว และการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำโขงไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม จะยังคงมีความรุนแรงไม่ได้ลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ถึงวันนี้การประกาศความร่วมมือมิสซิสซิบปี้-แม่น้ำโขงของอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่า คำพูดที่สวยหรูกินใจในอดีต เป็นเพียงการแสดงวาทะกรรมที่ฉาบฉวย เพียงต้องการรักษาสถานะและผลประโยชน์ที่มีอยู่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เพื่อคัดคานกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยมี USAID ที่เข้ามาปฏิบัติการยุ่งย่ามไปทั่วภูมิภาคแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเปรียบได้เป็น หมาป่าในเสื้อคลุมขนแกะ (The Wolf in sheep's clothing) อยู่ในเวลานี้.