สรุปเนื้อหา - ชาวบ้านเข้าฟังการชี้แจงข้อมูลจากหน่วยงาน กรณีเขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขง และเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม 2559

25 กรกฎาคม 2559
 
วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 -- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีเขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขง และเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ทั้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ณ สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อชี้แจงและให้ข้อมูล จากการที่มีชาวบ้านยื่นจดหมายร้องเรียนถึงข้อกังวลต่างๆ ต่อโครงการที่กำลังเกิดขึ้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในแม่น้ำโขง การอพยพไล่ที่อยู่อาศัยในประเทศเมียนมาร์ ฯลฯ โดยมีการซักถามถึงข้อสงสัยในขั้นตอนการดำเนินงาน นโยบาย หน้าที่รับผิดชอบ บทบาทโดยตรงของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงความจริงใจในการที่จะหยุดยั้งโครงการหากโครงการเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
 
ชาวบ้านจากพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญก็ได้แสดงความคิดเห็นและความกังวลต่อโครงการ รวมทั้งซักถามถึงข้อมูลที่ควรเปิดเผยต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
นายชาญณรงค์ วงศ์ลา จากกลุ่มฮักเชียงคาน แสดงความเห็นในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงไว้ว่า
 
"เราจะมีคณะกรรมธิการแม่น้ำโขง (MRC) ไปเพื่ออะไร ถ้าไม่สามารถแก้ไขเยียวยาผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับประชนได้ พวกเราเป็นคนไทยกันเองยังไม่รักษาสิทธิประโยชน์ของคนไทยด้วยกัน พูดจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็คือ MRC เหมือนเป็นตรายางที่จะให้เกิดการทำลายวิถีชีวิตของชุมชน การจะบอกว่าไม่ทราบหรือไม่มีในรายงาน EIA ไม่มีผลการศึกษาต่างๆ ไม่ได้ ถ้าลงไปในพื้นที่จริงๆ จะเห็นว่าผลกระทบทั้งหลายมีเยอะมาก ซึ่งทำการศึกษาจากชุมชนเอง เก็บข้อมูลจากชุมชนเอง และหากมีผู้เชี่ยวชาญที่จ้างมาแพงๆ ก็ควรให้ไปศึกษาร่วมกัน ซึ่งตนเองยังไม่เคยเห็นผู้เชี่ยวชาญที่ว่าได้ลงไปในพื้นที่จริงมาก่อนเลย (กรมทรัพยากรน้ำกล่าวว่า MRC ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ด้วยงบประมาณราว 8 ล้านเหรียญ เพื่อทำการวิจัยศึกษาข้อมูลผลกระทบแม่น้ำโขง แต่ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 4 ปี การศึกษาก็ดังกล่าวยังไม่คืบหน้าแต่อย่างใด)"
 
และยังชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง ซึ่งสร้างความบาดหมางให้เกิดขึ้นในชุมชน
"กระบวนการ PNPC (Procedure for Notification Prior Consultation and Agreement) ที่ผ่านๆ มา เป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับชุมชน โดยการนำชุมชนอื่นมาเพียงให้ครบกระบวนการเพื่อเกิดความชอบธรรม เลือกเฉพาะผู้ที่เห็นชอบกับโครงการเท่านั้น แต่ผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ ไม่ได้ถูกเชิญให้ไปร่วม จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกันเอง อีกส่วนหนึ่งคือชุมชนขัดแย้งกับภาครัฐ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมภาครัฐถึงปิดหูปิดตากับปัญหานี้"
 
ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่กฟผ. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ1 ในบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ทั้งยังมีตัวแทนจากกฟผ. และภาครัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในตำแหน่งระดับบริหารในบริษัท EGCO ไว้ว่า
 
"แสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ คือ อนุกรรมการพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรายชื่อคณะอนุกรรมการเหล่านี้ไปซ้ำกับกรรมการใน EGCO ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่พิจารณารับซื้อไฟฟ้า กลับไปนั่งในตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทพลังงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตไฟขายให้แก่กฟผ. เสียเอง นี่คือความพยายามของกฟผ. หลังจากที่ภาคประชาชนเคยคัดค้านและหยุดการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามแม้กฟผ.จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ขณะนี้หัวใจไม่ใช่รัฐวิสาหกิจอีกต่อไปแล้ว กลายไปเป็นผู้ค้ากำไร ทำธุรกิจเป็นผู้ค้าพลังงาน แปลงทรัพยากรธรรมชาติอย่างแม่น้ำโขงมาเป็นสินค้าไฟฟ้าในการค้ากำไร เป็นภาระของประชาชนที่จะต้องจ่ายให้แก่โรงไฟฟ้าต่างๆ ที่เซ็นสัญญาว่าจะขายไฟฟ้าให้ กฟผ. โดยไม่จำเป็น แม้เราไม่ต้องการใช้ไฟแต่เราก็ต้องจ่าย ผู้ใช้ไฟจึงกลายเป็นตัวประกันในการค้ำจุนธุรกิจในเครือพลังงานที่มี กฟผ. เป็นกลไกหลักในการส่งผ่านค่าไฟจากประชาชนไปสู่บริษัทต่างๆ และบริษัทต่างๆเหล่านี้เป็นพื้นที่รองรับเจ้าหน้าที่ของกฟผ.ทั้งปัจจุบันและที่เกษียณไปแล้ว และวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ..."
 
โครงการเขื่อนปากแบง ตั้งอยู่ที่แขวงอุดมไชย สปป.ลาว ดำเนินการโดย บริษัท ต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล พาวเวอร์ ประเทศจีน ร่วมกับรัฐบาลลาว ห่างจากบ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เพียง 80 กิโลเมตร
 
อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ "Bangkok admits inability to regulate new Lao dam" The Nation