สืบสานวัฒนธรรมปลาแดก

กรุงเทพธุรกิจ 15 ธันวาคม 2541

“ชีวิตของเราเปลี่ยนไปทุกอย่าง นับแต่มีการสร้างเขื่อน ปลาที่เคยหามีอยู่เต็มแม่น้ำ เคยเหวี่ยงแหไปทีเดียว ก็ได้ปลามากินกันหลายมื้อ แต่ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว”

“อย่าให้มันเกิดขึ้นท แม่น้ำสงคราม ต้องช่วยกันต่อต้านจนสุดชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้พี่น้องลูกน้ำสงครามอย่ายอมเป็นอันขาด”

พ่อทวีแห่งลุ่มน้ำมูล ประกาศเสียงก้องที่ริมฝั่งแม่น้ำสงคราม บริเวณบ้านท่าแร่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร คณะชาวบ้านและนักอนุรักษ์หลายองค์กร นำโดยโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ จำนวนกว่า 70 คน ล่องเรือมาตามลำน้ำสงคราม กระทั่งมาจอดเรือหยุดพักกันที่ริมฝั่ง

คำพูดที่พ่อทวีเอ่ยขึ้นกับคณะล่องเรือระหว่างนั่งพักนั้น เป็นสิ่งที่ชาวลุ่มน้ำสงครามกำลัง

หวาดกลัว มันคือชะตากรรมที่ชาวแม่น้ำมูลประสบมาแล้ว

นั่นคือภัยพิบัติที่มาจากเขื่อน

ล่าสุด กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีดครงการจะสร้างเขื่อนที่แม่น้ำสงคราม ด้วยวัตถุประสงค์อมตะนิรันดร์กาล คือ เพื่อการเกษตรและป้องกันน้ำท่วม ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาโครงการ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหากสร้างเขื่อนขึ้นมาที่นี่ได้สำเร็จ คือ การทำลายล้างวิถีประมงของลุ่มน้ำสงคราม เพราะแม่น้ำสายนี้จัดว่าเป็นแหล่งที่ปลาชุกชุมที่สุดของประเทศแห่งหนึ่ง มีพันธุ์ปลาอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 200 ชนิด ปลานาง ปลาตอง ปลาค้าว ปลาดุก ปลาหมู ปลาฮากกล้วย ปลาเซือม ปลาปีกไก่ ปลาโจก ปลาแขยง ปลาหลด ปลาหลาด ปลากด ปลาชะโด ฯลฯ

แต่ถ้ามีการสร้างเขื่อนในลำน้ำสงคราม จะทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับลำน้ำมูล คือเขื่อนจะไปทำลายวงจรชีวิตตามธรรมชาติทั้งหมดของปลา ทำลายที่อยู่อาศัยของปลา เป็นสิ่งกีดขวางไม่ให้ปลาขึ้นไปวางไข่ จนทำให้ค่อย ๆ สูญหายไปจากแม่น้ำ

พรพนา ก๊วยเจริญ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ผู้ที่มาทำงานคลุกคลีศึกษาแม่น้ำสงครามหลายปี ให้ข้อมูลว่า

“ก่อนจะมีการสร้างเขื่อน แม่น้ำมูลถือว่าเป็นแหล่งที่ปลาชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตลอดแนวสองฟากฝั่งทำประมงอย่างเป็นล่ำเป็นสันมาหลายชั่วอายุคน จนวันหนึ่งเมื่อเขื่อนมา วิถีเหล่านี้สูญหายไปหมด ชาวบ้านอยู่กันอย่างอดๆ อยาก ๆ ไร้อาชีพเป็นหลักเป็นฐาน

“ตอนนี้แม่น้ำสงครามก็กำลังจะประสบชะตาเดียวกัน น่าเสียดายมาก เพราะทุกวันนี้แม่น้ำสงครามเป็นแหล่งปลาที่สำคัญของประเทศเรา และยังเป็นแหล่งผลิตอาหารต่าง ๆ จากปลา เช่น ปลาแห้ง ปลาย่าง โดยเฉพาะการผลิตปลาแดก(ปลาร้า) ที่นี่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่งออกขายทั่วประเทศ”

“จนได้ชื่อเรียกว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมปลาแดก”

พรพนา ย้อนเล่าถึงประวัติการทำประมงในลุ่มน้ำสงคราม ว่า ในอดีตช่วง 40 ปีย้อนหลังไป ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปริมาณและชนิดพันธุ์ปลาในน้ำสงครามนั้นมีมากมายมหาศาล แต่ในช่วงระยะเวลานั้น ความสำคัญอันดับแรกคือ ความสำคัญของการเป็นฐานยังชีพเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าสมัยก่อนปลาไม่มีราคาเหมือนสมัยนี้

แม่น้ำสงคราม ห้วย กุด หนอง เปรียบเสมือนผืนนาที่จะต้องลงแรงเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแทนข้าวในผืนนาจริงที่พวกเขาขาดแคลน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ล้อมรอบหมู่บ้านเป็นที่ต่ำ น้ำท่วมถึงเป็นประจำทุกปี ใช้ทำนาไม่ได้ผล จึงเกิดการ “หาปลาไปแลกข้าว” กับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง และห่างไกลออกไป

แต่ในปัจจุบัน ปลาในลำน้ำสงครามทั้งในรูปของปลาสด ปลาแห้ง และปลาแดก กลายเป็น “ฐานการผลิต” ที่สำคัญของชาวประมงริมน้ำสงคราม ผลิตผลของปลาธรรมชาติเหล่านี้ถูกส่งไปขายยังจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน

ชุมชนสองฟากฝั่งน้ำสงครามในระยะรัศมีประมาณ 10 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย ได้พึ่งพาแม่น้ำสงคราม ห้วย กุด หนอง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 150 หมู่บ้านในเขตลุ่มแม่น้ำสงครามตอนล่าง

ตามสองฟากฝั่งแม่น้ำสงคราม ตั้งแต่ปากน้ำไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เข้าไปในลุ่มน้ำอูนในเขต อ.นาหว้า จ.นครพนม ลุ่มน้ำยามในเขต อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร และขึ้นไปตามลำน้ำสงครามจนถึงบ้านท่าลี่ บ้านท่าสวาท อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

ฐานการผลิตของปลาส่วนใหญ่อยู่ในเขตชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำสงคราม ในอาณาเขตของอ.อากาศอำนวย อ.นาทม อ.ศรีสงคราม และ อ.เซกา จ.หนองคาย เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นที่ราบลุ่มต่ำกว้างใหญ่มาก น้ำจะท่วมเป็นบริเวณกว้างในฤดูฝนทุกปี มีปากน้ำมากมาย

สำหรับเครื่องมือหาปลาในลุ่มน้ำสงครามมีอยู่หลายชนิด สะท้อนถึงความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลาและแหล่งหาปลาในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ชุมชนในแถบนี้ใช้เครื่องมือไม่ต่ำกว่า 30 ชนิดในรอบปี

การใช้เครื่องมือหลากหลายชนิด รวมถึงการใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันหาปลา จะปรากฎอยู่ในฤดูน้ำหลากและช่วงเวลาที่น้ำหลากเริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่ต่อเนื่องกัน พอหลังจากน้ำลด เข้าหน้าแล้ง การใช้เครื่องมือที่หลากหลายชนิดก็ยังมีอยู่ แต่การใช้เวลาในแต่ละวันเพื่อหาปลา จะลดน้อยลง ชุมชนที่อยู่ไกลออกไปจากแม่น้ำจะใช้ชนิดของเครื่องมือประมงและเวลาน้อยกว่าชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ เครื่องมือที่ใช้ส่วนเป็นมอง(ข่าย) แห เบ็ด ลอบ

ในฤดูฝน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล ช่วงน้ำหลากผืนน้ำจะเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกันกับตัวแม่น้ำ ช่วงการลดของน้ำหลาก จะน้ำหลากลดลงหมด ตัวลำน้ำกับกุดหนอง จะขาดจากกันและเริ่มเข้าหน้าแล้ง แต่ความแตกต่างอยู่ที่ชนิดของเครื่องมือ ซึ่งเป็นเครื่องมือเฉพาะในตัวลำน้ำ เช่น โต่ง ซ้อน สะดุ้งใหญ่

เจ้าหน้าที่โครงการฟื้นฟูฯ ระบุว่า “ประสบการณ์ และความชำนาญในการหาปลาของชาวบ้านในแถบนี้ จะมีมาแต่เด็ก ๆ เริ่มจากการใช้เบ็ดใช้มอง ออกหาก้านปลา ก้านเขียด ในตอนกลางคืนยามหน้าฝน เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาเรียนรู้เองโดยธรรมชาติ มาจนถึงเด็กรุ่นปัจจุบันก็ยังมีประสบการณ์ความชำนาญด้านการประมงนี้อยู่ จนกว่าจะออกเรือนแต่งงานไป”

“การหาปลาถึงไม่ใช่แค่การออกไปหาปลาอย่างเดียว ต้องรู้จักทำเครื่องมือขึ้นมาเองด้วย ความรับผิดชอบทุกอย่างในกระบวนการหาปลา เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ แต่เรียนรู้ได้ไม่ยาก”

“นอกจากนี้ การจับปลาด้วยเครื่องมือประมงหลากหลายชนิดที่ใช้กันอยู่นี้ ยังมีการพัฒนาเครี่องมือดั้งเดิม ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องมือประมงของชาวบ้านริมแม่น้ำโขงประเทศลาว ตอนนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกันระหว่างชาวประมงสองฝั่งลำน้ำโขงไทย- ลาว ชีวิตชาวประมงในลุ่มน้ำสงคราม จึงมีฐานะเป็นอนุภาคทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของลุ่มน้ำโขง”

ผศ.สุรัตน์ วรางรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันราชภัฎสกลนคร ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การพัฒนาอุปกรณ์หาปลาของชาวบ้านลุ่มน้ำสงคราม แบ่งออกเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก เครื่องมือจับปลาจะทำจากวัสดุธรรมชาติ จำพวก ป่าน ไม้ไผ่ เครือไม้ อย่างเช่น แห เบ็ด เผือก โทง เหยื่อที่ใช้กับเบ็ดหาปลา เช่น ผลไม้ ลูกปลา หอย กบ เขียด ชาวประมงบ้านปากยามยังได้พัฒนาผลิตเหยื่อเทียมที่ทำจากเนื้อปลาสับละเอียดผสมน้ำมันหมู เนย ทำให้สามารถตกปลาได้มากกว่าเหยื่อธรรมชาติ

ในช่วงนี้ยังรับเอาอิทธิพลจากชาวญวนที่จับปลาในลำน้ำโขง โดยชาวบ้านชาวประมงปากอูน ได้นำเครื่องมือ คือ เรือแนบ มอง (มองหยั่ง ใช้ขึงกั้นแม่น้ำ) และมองกวาด(ภาษากลางเรียกอวนทับตลิ่ง) มาใช้

ช่วงที่สอง คือการเข้ามาของเครื่องยนต์ติดเรือ และไนล่อน ทำให้ชาวบ้านหันมาซื้อเครื่องมือจับปลาอย่างแห มอง ซึ่งทำจากเชือกไนล่อนแทนการสาน และมีการนำเครื่องยนต์มาประกอบกับเครื่องมือบางชนิด ได้แก่ สะดุ้ง(ยอ) ซ้อน ขนาดของเครื่องมือก็ใหญ่ขึ้น ทำให้การจับปลามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ช่วงที่สาม มีการนำเครื่องมือจับปลาที่เรียกว่า โต่งหรือโพงพาง เข้ามาในลุ่มน้ำสงคราม โต่งเป็นเครื่องมือที่มีราคาแพง สามารถจับปลาได้ปริมาณมาก มากกว่าเครื่องมือที่เคยมีมาทั้งหมดในลำน้ำสงคราม

หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อย คณะสำรวจออกล่องเรือตามลำน้ำสงครามต่อไปยังบริเวณป่าบุ่งป่าทามที่อยู่ขึ้นอยู่รอบริมฝั่งแม่น้ำ ป่าแห่งนี้ถือว่ามีความสำคัญกับวิถีชีวิตชาวบ้านมาก มีประโยชน์นานัปการหากมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสงคราม ป่าบุ่งป่าทามจะถูกทำลายไปด้วย ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

ป่าบุ่งป่าทาม คือ พื้นที่ราบน้ำท่วมถึงที่ได้รับอิทธิพลถูกน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก(น้ำแก่ง) เป็นระยะเวลา 3-4 เดือน เริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายน ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศโดยรวมของลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง เพราะเป็นแหล่งยังชีพอันสำคัญของชาวบ้านในแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักธรรมชาติ ไม้ใช้สอย ไม้ฟืน พืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ป่าบุ่งป่าทามได้หล่อเลี้ยงชีวิตของคนลุ่มน้ำสงครามมายาวนาน

ป่าทามจะเริ่มปรากฎไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงที่ไหลจากทิศใต้ไปเหนือในเขต อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี โดยจะหนาแน่นมากตรงช่วง อ.โซ่พิสัย แถว ๆ บ้านท่าหลี่ บ้านท่าสวาท บ้านห้วยสงคราม ปากห้วยคอง-บ้านท่าศรีชื่นชม จากนั้นหักลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ไปเรื่อย ๆ แล้วไปหนาแน่นจากบริเวณท่าก้อนลงไป

ผืนป่าที่สำคัญ ๆ คือ บริเวณสบแม่น้ำ-ปากห้วยซาง ปากน้ำฮี้ ปากซิง ปากน้ำเมา ปากน้ำยาม และปากน้ำอูน และปรากฎไปเรื่อยๆ เป็นหย่อม ๆ จะจดปากน้ำสงครามไหลลงแม่น้ำโขง

การสืบร่องรอยในอดีตจะพบว่าขอบเขตของป่าบุ่งป่าทามลุ่มน้ำสงครามนั้นกว้างใหญ่มาก ป่าทามผืนใหญ่ ๆ จะมีความต่อเนื่องกันโดยแนวไม้พุ่มริมตลิ่ง โดยจะมีที่ดอน ที่โนนทาม ที่เป็นป่าโคก ป่าดิบแล้ง (ซึ่งมีความเหมาะสมในการตั้งเป็นชุมชนของคนรุ่นปัจจุบัน) ขึ้นสลับกันไป

แต่ขอบเขตของป่าบุ่งป่าทามที่พบเห็นในปัจจุบันมีประมาณ 80,000 ไร่ หรือมากกว่านั้นนอกจากนั้นเป็นร่องรอยเก่าของป่าบุ่งป่าทามที่ปัจจุบันมีการใช้พื้นที่ทำการเกษตรหน้าแล้งกันมาก เช่น นาข้าว แปลงมะเขือเทศ รวมทั้งพืชเศรษฐกิจ เช่น ยูคาลิปตัส และอื่น ๆ

ปัจจุบันจะเป็นป่าทามที่ฟื้นสภาพ เพราะผ่านการใช้ประโยชน์มาหลายชั่วอายุคน และได้ผ่านการทำลายมาแล้ว