เราพร้อมหรือยัง? ที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์

ประชาชาติธุรกิจ 25 มิถุนายน 2550

กระแสพลังงานทางเลือกที่จะนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าอย่าง "พลังงานนิวเคลียร์" เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงนี้ และได้ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 (Power Delopment Plan หรือ PDP 2550-2564) ด้วยกำลังผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ หรือต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 4 โรง ในปี 2563-2564 บนความสงสัยว่า ประเทศไทยพร้อมหรือไม่ที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่กับความคิดต่อต้านที่จะเกิดตามมา ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง "นโยบายด้านพลังงานภายใต้การบริหารของรัฐบาลชั่วคราว"

PDP ประเมินกำลังผลิตไฟฟ้าเกินจริง

มุมมองของฝ่ายต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มองว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และมองว่าไทยยังมีแหล่งพลังงานอื่นที่ดีกว่า โดยนายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูและธรรมชาติ กล่าวถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด เป็นแผนที่ระบุกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่มากเกินความเป็นจริง แผนครอบคลุมเวลา 15 ปี มีโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติถึง 24 โรง รวมกำลังการผลิต 12,600 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 4 โรง กำลังการผลิต 2,800 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 4 โรง กำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ และรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 5,091 เมกะวัตต์

ในขณะที่การรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) มีเพียง 200 เมกะวัตต์/ปีเท่านั้น และไม่ได้ให้ความสำคัญ เรื่องการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (demand side management หรือ DSM) หรือการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เริ่มดำเนินการมาในหน่วยงานราชการ และค่อนข้างได้ผล

หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเร่งการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวมกับ DSM แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เลยแม้แต่โรงเดียว ที่ผ่านมาการคาดการณ์พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริงตลอด จึงไม่แปลกที่กำลังการผลิตใหม่จะเพิ่มขึ้นมามากมายตามแผน PDP ลองคำนวณคร่าวๆ ปัจจุบันที่กำลังการผลิต 27,788.5 เมกะวัตต์ และยังมีกำลังการผลิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7,885.25 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มเข้ามาในระบบช่วงปี 2553 รวม 35,673.75 เมกะวัตต์ หากเติมศักยภาพของ SPP และ DSM เข้าไป แบ่งเป็น DSM ที่ 400 เมกะวัตต์/ปี รวมระยะเวลา 10 ปี รวม 4,000 เมกะวัตต์ และ SPP อีก 4,000 เมกะวัตต์ จะมีกำลังผลิตติดตั้งอยู่ที่ 43,673.75 เมกะวัตต์ หรือจะมีกำลังผลิตติดตั้งที่ต้องการใน ปี 2560 รวมกับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่ร้อยละ 15 จะมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 43,223.9 เมกะวัตต์

ในขณะที่แผน PDP 2007 ระบุจะต้องมีกำลังผลิตใหม่เพิ่มขึ้นถึง 1,942 เมกะวัตต์/ปี ซึ่งสูงเกินไปในความจริงควรอยู่ที่ประมาณ 1,200 เมกะวัตต์/ปีเท่านั้น เพราะในที่สุดการลงทุนมากเท่าไร ถือเป็นต้นทุนทั้งหมดที่จะมาบวกรวมในค่าไฟฟ้าของประชาชน

เผยต้นทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สูงกว่าก๊าซ

นายวิฑูรย์แสดงความคิดเห็นต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถูกระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าว่า ที่ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่ระบุอยู่ในแผน ต้องย้อนถามก่อนว่าวันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่ และการอ้างอิงเสมอว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันถือว่าถูกที่สุด ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง การสำรวจจาก MIT ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่อง The Future of Nuclear Power ระบุต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สูงถึง 6.7 เซนต์/กิโลวัตต์ ซึ่งยังไม่รวมต้นทุนอื่นๆ คือ 1)ต้นทุนเฉพาะค่าก่อสร้างซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 2)ต้นทุนด้านความปลอดภัย ที่ครอบคลุมถึงอุบัติภัย และการเคลื่อนย้าย 3)ต้นทุนจากกากนิวเคลียร์ และ 4)ต้นทุนการกำกับดูแลไม่ให้พลังงานนิวเคลียร์กระจายไป สู่ภาคการผลิตอื่นๆ โดยเฉพาะการผลิตอาวุธ

หากดำเนินการใน 4 ประเด็นนี้ไม่ได้ ก็เชื่อมั่นได้เลยว่าไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ จากสถิติในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงใหม่ๆ ขึ้นมาเลย จะมีแค่เพียงประเทศฟินแลนด์เท่านั้น แต่การก่อสร้างก็ล่าช้ากว่ากำหนด ความจริงวันนี้ต้นทุนการผลิตจากแต่ละเชื้อเพลิงนั้น ก๊าซธรรมชาติยังถือว่าถูกที่สุดอยู่ที่ 3.8 เซนต์/กิโลวัตต์ ในขณะที่ถ่านหินมีต้นทุนอยู่ที่ 4.2 เซนต์/บาร์เรล ฉะนั้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้มีราคาถูกที่สุดเหมือนที่เข้าใจกัน

"ไม่แน่ใจว่า โกหกหรือคนพูดไม่รู้กันแน่"

นักวิชาการชี้ประชาชนค้านนิวเคลียร์

สอดคล้องกับความเห็นของ ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า ในความเป็นจริง แผน PDP ประเมินการส่งเสริมเรื่อง DSM น้อยเกินไปที่มีเพียง 400 เมกะวัตต์ หากมีการส่งเสริมอย่างจริงน่าจะได้ที่ระดับ 800-900 เมกะวัตต์เลยทีเดียว แต่ที่ผ่านมามีเวทีให้ความรู้ในเรื่องนี้น้อยมาก สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เข้าใจว่าคิดได้อย่างไร ว่าดีกับประเทศ สามารถลดการปล่อย Co2 ได้ หากต้องการลด Co2 ประมาณร้อยละ 10 นั่นหมายถึงต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากกว่า 100 โรงทั่วโลกเลยทีเดียว ซึ่งการช่วยลดการใช้พลังงานที่มีการเผาไหม้อย่างจริงจังจะสามารถลดได้มากกว่า 7 เท่าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

วันนี้การผลิตไฟฟ้าควรยึดความต้องการเป็นที่ตั้ง (supply follow demand) คือมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเท่าไร ก็ผลิตเท่านั้น และต้องพิจารณาว่าศักยภาพของประเทศทำได้แค่ไหนในเรื่องของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อย่าใช้วิธีไล่ตามหลังต่างประเทศ วันนี้ต้องยอมรับด้วยว่า "ประชาชนไม่ยอมรับ" และที่สำคัญรัฐบาลนี้เป็น "รัฐบาลชั่วคราว" ซึ่งแค่คิดก็ผิดแล้ว แต่นี่ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถือเป็นการสร้างความ ขัดแย้งทางความคิดให้กับคนในสังคมด้วย