PDP ทางเลือก และคำถามว่าด้วย “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ในยุครัฐบาลชั่วคราว

ประชาไท 27 มิถุนายน 2550

 

นอกเหนือจากข่าวคราว ‘นายกคนนอก’ ที่ถกเถียงกันในร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ‘งบลับด้านความมั่นคง 800 ล้าน’ แล้ว ยังมีเรื่องใหญ่อีกบางเรื่องที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ประเด็นทางการเมืองอันร้อนระอุ นั่นคือ ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2007 ที่เพิ่งผ่านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปใหม่หมาด (4 มิ.ย.) และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมได้จัดเสวนาเรื่อง ‘นโยบายด้านพลังงาน ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชั่วคราว’ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของไทยในปี 2563

ตามพีดีพีปี 2007 นั้น ปรับมาจากแผนปี 2004 ซึ่งคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าไว้สูงเกินจริงมาก จนต้องมีการปรับตัวเลข และกำหนดการจัดหาเชื้อเพลิงใหม่ โดยฉบับล่าสุดนี้วางแผนให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก จำนวน 2 โรงรวม 4,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2020 และ 2021 โดยผู้พิจารณาระบุเหตุผลว่าต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการจัดหาเชื้อเพลิง เพราะเชื้อเพลิงจากฟอสซิลทั้งก๊าซและถ่านหินนั้นราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะหมดไป

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นในร่างพีดีพีฉบับที่เปิดรับฟังความเห็นที่โรงแรมสยามซิตี้ เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2550 ยังตั้งตุ๊กตาการวางแผนการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงจากแหล่งต่างๆ ไว้ 3 แบบ โดยมีนิวเคลียร์มาเป็นทางเลือกสุดท้ายและหน่วยงานรับผิดชอบก็ไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะเลือกทางนี้

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ว่าจะทำให้พีดีพีฉบับล่าสุดนี้ใช้งบประมาณในการจัดหาไฟฟ้าถึง 2 ล้านล้านบาท เป็นงบก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย

รับฟังความคิดเห็น 3 ชั่วโมงท่ามกลางทหารนับร้อย

การวางแผน การตัดสินใจในระยะเวลาที่รวดเร็วและขาดการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ได้สร้างข้อสงสัยต่างๆ มากมายในภาคประชาชน ดังที่เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุชัดเจนว่า การรับฟังความคิดเห็นที่จัดเมื่อ 3 เมษายน 2550 นั้น กำหนดไว้ 3 ชั่วโมง โดยจัดผู้พูดถึง 10 คนและเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งยังไม่มีการแจกเอกสารข้อมูลล่วงหน้าเพื่อให้ศึกษาก่อนแสดงความเห็น ที่สำคัญยังย้ายสถานที่ไปจัดในสโมสรกองทัพบก ท่ามกลางการคุ้มกันของทหารมากกว่า 100 นาย

ตั้งคณะกรรมการศึกษานิวเคลียร์ เสนอแผนต.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม ในงานเสวนา ชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกล่าวถึงความคืบหน้าล่าสุดว่า มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาอีก 6 ชุดในการศึกษาและประเมินผลแต่ละด้าน โดยจะเสนอแผนเตรียมความพร้อมต่อการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดภายในเดือนตุลาคมนี้ และช่วงนี้จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ติดทะเลซึ่งจะเป็นพื้นที่ก่อสร้าง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอีก 6 ปีข้างหน้าและต้องใช้เวลาก่อสร้างอีกเป็น 10 ปี

พีดีพี 2007 การคาดการณ์ไฟฟ้าเกินจริง

วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามเรื่องนโยบายพลังงานมานาน และติดตามเชื่อมโยงถึงในประเทศเพื่อนบ้าน เขาเป็นคนหนึ่งที่แสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชั่วคราวนี้

“น่าผิดหวังมาก พีดีพี 2007 มันถอยหลังเกินไป ทั้งที่ดร.ปิยะสวัสดิ์ (รมว.กระทรวงพลังงาน) ก็รู้ข้อมูลมาก”

วิฑูรย์ยังได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “อะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งที่เศรษฐกิจก็ไม่ได้โตเท่าช่วงรัฐบาลชาติชายที่จีดีพีเติบโตเป็นเลขสองหลัก แผนนี้ยังคงคาดการณ์ GDP สูงเกินจริงอย่างที่เคยทำ ส่งผลให้การคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริงด้วยเช่นกัน”

ทั้งนี้ พีดีพี 2007 กำหนดจะสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ 24 โรง (12,600 เมกะวัตต์) โรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง (2,800 เมกะวัตต์) และในปี 2020 จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรก 2,000 เมกะวัตต์ ในปี 2021 จะตามมาอีก 1 โรง 2,000 เมกะวัตต์เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน 5,091 เมกะวัตต์ และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) อีกปีละ 200 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามในแผนนี้ไม่มีการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) (ตาราง)

วิฑูรย์ กล่าวถึงการพยากรณ์เกินจริงว่า ตามสถิติ 15 ปีที่ผ่านมา ความต้องการไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 868 เมกะวัตต์ แต่พีดีพี 2007 กลับคิดค่าเฉลี่ยความต้องการไฟฟ้าใน 15 ปีข้างหน้าสูงถึงปีละ 1,942 เมกะวัตต์ ดังนั้น หากเขาลองคาดการณ์ให้น้อยลงคือ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1,500 เมกะวัตต์ ก็พบว่าความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดนั้น แผนพีดีพีทางเลือกจากต่ำกว่า พีดีพี 2007 ถึง 2,207 เมกะวัตต์

และจากการปรับเพิ่มการจัดการไฟฟ้าบ้างด้านเพิ่มขึ้นในแผนพีดีพีทางเลือก ทำให้สามารถทุ่นการสร้างโรงไฟฟ้าไปได้ถึง 24 โรงในระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้

พีดีพีทางเลือก - ปรับนิดหน่อย ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

พีดีพี 2007

พีดีพี 2007 พยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด                         =          39,560         เมกะวัตต์

ต้องมีกำลังผลิตสำรอง 15%    (39,650 x 15%)                      =            5,934         เมกะวัตต์     

                                                            รวมทั้งหมด        =          45,494         เมกะวัตต์

พีดีพีทางเลือก

ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเมื่อปี 2550 อยู่ที่เดือนเมษายน                        =     22,586    เมกะวัตต์

หากพิจารณาสถิติที่ผ่านมาพบว่าในอดีตการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้า =     15,000    เมกะวัตต์

โดยเฉลี่ยไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์/ปี แผนพีดีพีทางเลือกกำหนดระยะเวลา

ในการพยากรณ์ไว้ 10 ปี (1,500 เมกะวัตต์ x 10 ปี)

ดังนั้น ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า ถึงปี 2560                            =     37,586     เมกะวัตต์

คิดไฟฟ้าสำรอง 15% เท่ากับพีดีพี 2007    (37,586 x 15%)                  =     5,637.9    เมกะวัตต์

                                                           รวมทั้งหมด                   =    43,223.9   เมกะวัตต์

สถานการณ์ปัจจุบัน

ปัจจุบันกำลังไฟฟ้าผลิตติดตั้งอยู่ที่                                                    =    27,788.5     เมกะวัตต์

มีกำลังการผลิตจากโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะเข้าระบบปี 2553   =     7,885.25    เมกะวัตต์

                                                             รวมทั้งหมด                  =   35,673.75   เมกะวัตต์

ตามพีดีพีทางเลือก ยังขาดไฟฟ้าอยู่อีก                                                7,550.15   เมกะวัตต์

พีดีพีทางเลือกเสนอต่อในการจัดการไฟฟ้าส่วนที่ยังขาดไปว่า

ผู้ผลิตไฟรายเล็ก (SPP) นั้นขอเป็น 400 เมกะวัตต์ต่อปี แทนที่จะเป็น 200 เมกะวัตต์ต่อปี

(400 เมกะวัตต์ x 10 ปี)                                                        = 4,000    เมกะวัตต์  

ส่วนการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) ที่ไม่มีอยู่ในแผนนั้นนั้น ขอเป็น 400 เมกะวัตต่อปี

(400 เมกะวัตต์ x 10 ปี)                                                        =   4,000   เมกะวัตต์   

                                                              รวมทั้งหมด        =   8,000  เมกะวัตต์

 

“หากคำนวณตามพีดีพีทางเลือก ไทยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เลยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี แล้วเราจะไปเสียเงินสร้างโรงไฟฟ้า สร้างความขัดแย้งในสังคมทำไม ในเมื่อมีทางเลือกที่ไม่มีปัญหาอะไรเลย” วิฑูรย์กล่าว                     

เขากล่าวต่อว่า ศักยภาพไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีมาก มากกว่าที่ขอ 400 เมกะวัตต์ด้วยซ้ำ แต่พีดีพี 2007 ก็ยังกำหนดเพียง 200 เมกะวัตต์ คำถามคือทำไมตั้งไว้แค่ 200 ทั้งที่ก่อนปี 2540 เคยจะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังความร้อนร่วม (โคเจนเนอเรชั่น) ซึ่งเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าและไอน้ำใช้เองภายในโรงงาน เคยทำสัญญาแล้วถึง 48 โครงการ แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจึงขอยกเลิก

นอกจากนี้สัดส่วนต้นทุนการเจริญทางเศรษฐกิจต่อพลังงานที่ใช้ก็ไม่ได้ลดลงอย่างที่รัฐบาลต้องการ คือให้เป็น 1 : 1 แต่ขณะนี้ตัวเลขอยู่ที่อยู่ที่ 1 : 1.4  และพีดีพี 2007 ยังใช้ตัวเลขฐานที่ว่า เศรษฐกิจโต 5 ไฟฟ้าโต 6.5                                                                                                                             

นิวเคลียร์ ถูกที่สุดจริงหรือ ?

ประเด็นต่อมาคือ ข้อกังขาว่าด้วยคำอ้างที่ว่า นิวเคลียร์เป็นทางเลือกการผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุด ดังที่หน่วยงานรับผิดชอบมักเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วย (kwh) ให้เห็นเสมอๆ ว่า นิวเคลียร์ 2.08 บาท, ถ่านหิน 2.12 บาท     , ขยะ 4.6 บาท, แสงอาทิตย์ 20 บาท, ลม 5.98 บาท   

“ผมรับไม่ได้เวลาพูดว่านิวเคลียร์ราคาถูกที่สุด เพราะเวลาคำนวณพลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์คิดแต่ต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งมันแค่ 1 ใน 3 ของราคาทั้งหมด แต่พอถึงพลังงานหมุนเวียนกลับคิดต้นทุนอุปกรณ์ด้วย”

วิฑูรย์การศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซส (MIT) เรื่อง The Future of Nuclear Power ซึ่งศึกษาเพื่อสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ระบุว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่มีทางเกิด หากไม่มีการตอบคำถามหลายข้อ เช่น เรื่องราคาก่อสร้าง ความปลอดภัย จะเก็บรักษากากนิวเคลียร์อย่างไร   ความสัมพันธ์ระหว่างการแพร่กระจายของเทคโนโลยีและอาวุธินิวเคลียร์

นอกจากนี้งานศึกษายังแสดงต้นทุนชั่วอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าต่างๆ เช่น นิวเคลียร์ มีต้นทุนต่อหน่วย (kwh) โดยระบุว่า นิวเคลียร์มีต้นทุนอยู่ที่ 6.7   เซ็น ถ่านหิน 4.2 เซ็น ก๊าซ อยู่ที่ 3.8 – 5.6 หากต้องการให้นิวเคลียร์สามารถสู้กับเชื้อเพลิงอื่นๆ ได้ ต้องทำให้ต้นทุนของการก่อสร้างลดลง 25% ซึ่งหากประเมินในปัจจุบันขั้นต่ำต้องใช้เงิน 2,000 ล้านเหรียญ

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า แม้ราคาของนิวเคลียร์ถ้ารวมค่าก่อสร้างไปด้วยจะสูงขนาดนี้ แต่หากปล่อยให้สร้างในประเทศไทยก็สามารถทำได้ เพราะประเทศไทยเป็นระบบที่ไม่ต้องแข่งขันราคา กฟผ.สามารถเอาต้นทุนทั้งหมดมาบวกได้ ผู้บริโภคต้องยอมรับโดยปริยาย

รายงานของ Nuclear Information Research Service และ U.S. Public Interest Research Group ระบุว่าทั้งสภามีส.ว. 3 คน และส.ส. 7 คน ที่ไม่ได้รับเงินจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

“คำถามคือ ทำไมคุณปิยะสวัสดิ์ ต้องเร่งอนุมัติแผนพีดีพี เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า 2.3 เท่าตัว ผูกมัดงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปโผล่ในแผนพีดีพีได้อย่างไร ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชั่วคราว ไม่มีความชอบธรรม ไม่มีระบบการตรวจสอบ ขณะที่สนช.ก็กำลังจะผ่านพ.ร.บ.องค์กรกำกับกิจการพลังงานเพื่อทำให้เรื่องพลังงานโปร่งใสขึ้น ทำไมจึงไม่รอให้มี regulator มาจัดการเรื่องนี้”

“กากนิวเคลียร์จะเอาไว้บ้านใคร แม้แต่เอาขยะจากจังหวัดหนึ่งมาไว้อีกจังหวัดหนึ่ง เขายังไม่ยอมรับเลย เอาแค่โรงไฟฟ้าไปตั้งเขาก็ไม่เอาแล้ว ความแตกแยกมันมีอยู่แล้วในพื้นที่ นี่จะทำให้เกิดรอยเลื่อนใหม่”

“ยิ่งการส่วนร่วมน้อยเท่าไหร่ ยิ่งถลำลึกไปในความรุนแรง ผมคิดว่าปิยะสวัสดิ์กำลังทิ้งระเบิดเวลาไว้ให้รัฐบาลหน้า นี่เป็นความน่าเป็นห่วงของนโยบายที่ไม่สมานฉันท์ในสถานการณ์นี้” วิฑูรย์กล่าวทิ้งท้าย