กรีนพีซให้การบ้านคำถามที่ต้องตอบ ย้ำ ‘นิวเคลียร์’ โทษมากกว่าคุณ

ประชาไท 14 ตุลาคม 2550

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ร่วมจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวหนังสือ“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: อย่าปิดแผ่นฟ้า ด้วยฝ่ามือ” ณ ร้านประตูสีฟ้า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า กรณีที่โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กลับมาเป็นประเด็นความสนใจของคนไทยอีกครั้งหลังจากกระทรวงพลังงานได้วางแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า พ.ศ.2550-2564 หรือแผนพีดีพี 2007 ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่จะกำหนดจำนวนและประเภทโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลา 15 ปี และกระทรวงพลังงานได้เสนอทางเลือก 9 แนวทาง ซึ่งทุกแนวทางจะต้องใช้นิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกในอนาคตทั้งสิ้น

“ทั่วโลกมุ่งสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เทคโนโลยีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มีการพัฒนาจนปลอดภัยแล้ว” นี่เป็นการประชาสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้นที่รัฐเลือกสื่อออกมา เพื่อให้คนในสังคมไทยคล้อยตาม

ศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยอิสระด้านนโยบายสาธารณะ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวหนังสือในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้ แต่พยายามให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง รวมทั้งทางเลือกที่เป็นไปได้ของสังคมไทยในกรณีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้านมากขึ้น อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการตัดสินใจร่วมกันของสังคม

ด้านนายธารา บัวคำศรี  ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยอ้างว่าเพื่อลดผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ แก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นเท็จทั้งสิ้น การกล่าวอ้างว่าพลังงานนิวเคลียร์แก้โลกร้อน เป็นความคิดแบบเห็นแก่ได้ ดังนั้นเราจะต้องมาแลกเปลี่ยนและเปิดเผยข้อมูลและทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นเพื่อการถกเถียง

ขณะที่เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การที่รัฐบาลพยายามวางทางเลือกไว้ 9 ทางเลือก จะต้องมาพิจารณากันอีกว่า ทางเลือกไหนจะเป็นแนวทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขยายโรงงานผลิตไฟฟ้า แต่ทั้ง 9 ทางเลือกนั้นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ทุกทางเลือก ดังนั้นอย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยข้อมูลด้านเดียว ควรมีงบประมาณการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง 2 ทางเลือก ในช่วงเวลา 2 ปีด้วยงบประมาณที่เท่าเทียมกัน โดยเปรียบเทียบจากประเด็นต่างๆ อาทิ การเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ความเสี่ยงภัยในสถานการณ์ต่างๆ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงต้นทุนผลกระทบ ภาระการนำเข้าและผลกระทบต่อดุลการชำระเงิน การสร้างการจ้างงานในท้องถิ่น การยอมรับของชุมชน

โดยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อรับฟังและเปรียบเทียบความเป็นไปได้ของแผนการดำเนินการของทั้งสองทางเลือก นำเสนอผลการศึกษาและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสาธารณะเป็นระยะ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาก็คือ ปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้น และทางเลือกที่มากขึ้น ฉะนั้นรัฐบาลควรใช้ปัญญาตอบปัญหาให้สังคม และขอท้ารัฐบาลให้เปิด “กระบวนการทางปัญญา” ตอบปัญหาให้กับสังคม

ดร.โอภาส ปัญญา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คนไทยอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น ให้คำนึงประเด็นปัญหา สิ่งที่เข้าใจเรื่องพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน ยังไม่ใช่การกำหนดความรู้หรือการใช้ “ปัญญา” เป็นเพียงการรับรู้ได้ยินได้ฟังมาจึงยังไม่ควรสรุป ทั้งนี้ยังตอบปัญหา สำคัญๆอย่างน้อยอีก 3 ข้อ คือ

หนึ่ง ทำไม ระยะหลังๆ ไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเลย หรือบางประเทศสั่งห้ามไปเลยก็มี เช่นอเมริกา ใช้ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่อิตาลี “ห้ามสร้าง” แต่ก็ซื้อจากฝรั่งเศส ขณะที่อังกฤษหยุดสร้าง หันไปใช้พลังงานลม เพราะจำนนต่อเหตุผลของภาคประชาชน ว่าด้วยเรื่องการทำลาย กลบฝังโรงไฟฟ้าเก่าทุกๆ 30 ปีสูงกว่าการก่อสร้างมาก ซึ่งจะต้องขึ้นภาษีจากคนรุ่นลูก เป็นการสร้างหนี้ไว้ให้ลูกหลาน นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์แห่งความความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาล ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ได้ประโยชน์คือล้อบบี้ยิสต์บริษัทก่อสร้าง ที่ปรึกษาต่างประเทศ นักการเมืองและข้าราชการฉ้อฉล

สอง จำนวนแร่ ยูเรเนี่ยม ใต้พิภพ มีมากหรือน้อย หากโลกต้องพึ่งแหล่งไฟฟ้านิวเคลียร์ในระยะยาว หลักฐานจากการสำรวจปัจจุบัน สามารถใช้ได้เพียง 5-25 ปีเท่านั้น (235U) แม้จะสำรวจใหม่ว่ามีอยู่ หากต้องทดแทนโรงไฟฟ้าจากน้ำมันทั้งหมดทั่วทั้งโลกในปัจจุบัน จำต้องสร้างโรงงานขนาด 10,000 GW หนึ่งโรงในแต่ละวัน เป็นเวลา 30 ปี จริงหรือไม่

สาม ผลพวงของความคิดที่ติดยึดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ทำให้มนุษยชาติเป็นอย่างไร มนุษย์ได้เดินทางมาถึงจุดตีบตันของปัญญา เพราะกระบวนทัศน์อันเป็นกรอบวิธีคิดเก่าของวิทยาศาสตร์เพื่อการอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังติดกับทางความคิด การจัดองค์กร ที่รวมศูนย์การจัดการพลังงาน

ดร.โอภาส ปัญญา เสนอทางออกว่าต้องมองในมุมใหม่ด้วย “นิเวศทัศน์” (Ecological World View)คือ บทบาทของวิทยาศาสตร์บูรณาการ (กาย-จิต) เห็น “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” เน้น การสร้างความรู้ที่มาจาก “จิตที่เป็นกุศล” “ความรู้ที่เร้าคุณธรรม” และ “การพิจารณาใคร่ครวญอย่างแยบยล” (โยนิโสนมสิการ) และ “Collective Intelligence” หรือ “Global Brains” ศึกษาและปฏิบัติพุทธศาสนาอย่างใหม่ (สายวัดป่า เป็นต้น) อาจช่วยประเทศชาติ รวมทั้งมวลมนุษยชาติได้ เพราะเป็นการสร้าง “ปัญญา” ใหม หรือสร้างนวัตกรรมพลังงานธรรมชาติ อาทิ น้ำ น้ำพุร้อน ใต้พิภพ ลม คลื่น แดด Bio-Gas การจัดการเชิงอนุรักษ์พลังงานซึ่งจะลดการใช้ได้ 30-40% รวมทั้งปรับปรุงพฤติกรรมการใช้พลังงานและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประหยัดไฟ

ทั้งนี้ มุ่งหวังว่ากระบวนการตัดสินใจร่วมกันของสังคมที่ไม่ถูกปิดกั้นด้วยอำนาจข้อมูล อำนาจเงินทุน และอำนาจรัฐ แต่เป็นกระบวนการที่เปิดกว้างกับข้อมูลและข้อคิดเห็นของทุกภาคส่วน มีการสะท้อนความคิดอย่างรอบด้านและใช้ปัญญาร่วมกันของสังคม