เตรียม 5 ประเด็นศึกษา 'นิวเคลียร์' ยันการเมืองห้ามล้วงลูก

กรุงเทพธุรกิจ 8 พฤศจิกายน 2550

"กอรป" ชี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แค่ก้าวแรก อนุมัติ 1.8 พันล้านบาทช่วยเตรียม 5 ประเด็น ระบุมีสัญญาห้ามการเมืองกดดันการตัดสินใจเชิงวิชาการ เอ็นจีโอไม่เอาด้วย ชี้ยังมีทางเลือกอื่น

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาเรื่อง “หรือจะถึงเวลา...โรงไฟฟ้า นิวเคลียร์?” ดร.กอรป  กฤตยากีรณ ประธานคณะกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์  กล่าวว่า  จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการ 5 ประเด็นด้วยกัน คือให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบด้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และไปศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้าง  กำหนดระยะเวลาในการศึกษาเพื่อการตัดสินใจภายในปี 2551-2554

การจัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย ครม.ได้อนุมัติให้นำเงินจากกระทรวงพลังงาน โดยจัดสรรจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จากกฟผ.และงบกลางรวมทั้งสิ้น จำนวน 1,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ

ดร.กอรป กล่าวว่า การที่ ครม.มีมติอนุมัติให้มีการดำเนินการทั้ง 5 ประเด็นนั้นไม่ได้สรุปว่า ประเทศไทยจะต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างแน่นอน แต่เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรวบรวม ข้อมูล และความรู้อย่างรอบด้านเกี่ยวกับนิวเคลียร์ หากมีความจำเป็นจริงๆ ก็สามารถดำเนินการได้

แต่หากไม่จำเป็น เพราะยังมีแหล่งพลังงานอื่นๆ ใช้ได้อย่างเพียงพอ ตอนนี้เพิ่งผ่านก้าวแรกไปในขั้นที่ 2 อย่างช้า 3 ปีจึงเริ่มโครงการได้

"ถึงจะมีการอนุมัติงบ 1.8 พันล้านบาทแต่ก็ไม่ใช่การผูกพันทางการเมืองว่าต้องเดินหน้า แต่เป็นการศึกษาความชัดเจน ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุมครม.ว่านอกเหนือจากการตัดสินใจทางการเมืองแล้ว ใน แง่ของเทคนิควิชาการต้องปลอดจากการกดดันทางการเมืองด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ต้องมีความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง" ดร.กอรป กล่าว

นายวิฑูรย์  เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ  กล่าวว่า ก่อนที่จะพูดถึงความพร้อมต่างๆ  อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเลขต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณความ ต้องการด้านพลังงานในอนาคต ที่คณะกรรมการแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2550-2554 หรือ แผนพีดีพี 2007 นำมาใช้

เพราะพบว่าตัวเลขที่ระบุว่าไทยมีความต้องการไฟสูงถึง 58,000 เมกะวัตต์ แต่จากการคำนวณพบว่าช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาใช้ไฟแค่ 3.2% จากที่คาดการณ์ 6.4% เท่ากับตัวเลขสูงกว่าความเป็นจริงถึง 2.3 เท่าเป็นผลทำให้ตัวเลขความต้องการพลังงานในอนาคตสูงตามไปด้วย เป็นเหตุผลสนับสนุนการตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มอีก 30 โครงการ

ทั้งนี้ หากนำตัวเลขที่เป็นจริง และการคาดการณ์ที่เหมาะสม นำมาคำนวณแล้วก็พบว่า ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความต้องการการใช้พลังงานได้อย่างสบาย

"กรณีบอกว่า นิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด และสามารถลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้นั้น  ปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  344 ล้านตันแต่ถ้า มีโรงฟ้าทุกประเภทตามแผนพีดีพี  จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จำนวน 1,837.97 ล้านตัน หรือ 6 เท่าของปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่สามารถช่วยโลกร้อนได้อย่างไร นอกจากนี้การอนุมัติ 1.8 พันล้านบาทเพื่อทำการศึกษาและประชาสัมพันธ์นั้นถือเป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบายหรือไม่" นายวิฑูรย์ กล่าว