โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปราสาททรายใต้เกลียวคลื่น

กรุงเทพธุรกิจ 9 พฤศจิกายน 2550


เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

น้ำมันแพงทีไรก็ได้มีเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผุดขึ้นมาเป็นประจำ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเอย นักเศรษฐศาสตร์เอย ต่างทยอยออกมาพูดถึงความสำคัญของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เหตุผลหลักหนีไม่พ้นเรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แหล่งพลังงานทางเลือกของเราเหลืออีกไม่มาก น้ำมันราคาแพง ทำให้ค่าไฟแพง สุดท้ายก็กระทบกับต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของพ่อแม่พี่น้องชาวไทย จากนั้นก็จบลงด้วยการฟันธงว่า ทางออกแบบม้วนเดียวจบ คือประเทศไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

แน่นอนว่า กว่าโรงไฟฟ้าจะเกิดขึ้นมาได้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสี่ยง ความคุ้มค่าในการลงทุน การเลือกทำเลที่ตั้ง การทำประชาพิจารณ์ และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักวิชาการเข้ามาจับ เพื่อให้ผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ตรงนี้แหละที่น่าห่วง โดยปกติหลักการประเมินความเสี่ยงและความคุ้มค่าในการลงทุน ผู้ประเมินจะต้องตีค่าผลตอบแทนและต้นทุนออกมาในรูปของตัวเงิน เอาความน่าจะเป็นเข้ามาถ่วงน้ำหนักผลได้ผลเสีย เสร็จแล้วเอามาหักลบกลบกันดู ถ้าได้มากกว่าเสียก็ถือว่าโครงการนั้นคุ้มค่า ถ้าเสียมากกว่าได้ โครงการจะนำไปแก้ไข ถูกเก็บเข้ากรุ หรืออาจโดนโละทิ้งไปเลย

หลักการประเมินโครงการแบบนี้เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก เพราะโครงการส่วนใหญ่สามารถตีค่าประโยชน์และต้นทุนได้ชัดเจน จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า หลักการประเมินโครงการแบบนี้ใช้ได้กับโครงการทุกประเภท แม้กระทั่งโรงงานนิวเคลียร์

ในความเป็นจริงแล้ว หลักการนี้เหมาะกับโครงการที่มีขอบเขตในการลงทุนชัดเจน ต้นทุนสามารถประเมินออกมาเป็นตัวเงินได้อย่างค่อนข้างถูกต้องแน่นอน มีข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง และโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราไม่ควรเอาหลักการวิเคราะห์ผลประโยชน์และต้นทุนแบบที่ใช้กันทั่วไปมาเป็นตัวตัดสินว่าจะ "เอา" หรือ "ไม่เอา" โครงการนี้

เหตุผลสำคัญคือ ถึงแม้ทีมงานประเมินโครงการจะสามารถคำนวณประโยชน์ในรูปของตัวเงินได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ แต่คงไม่มีใคร (โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์) ในบ้านเมืองเราหรือแม้แต่ในโลกที่เก่งพอจะประเมินต้นทุนรวมที่แท้จริงของโครงการนี้ได้

ต้นทุนของการมีโรงไฟฟ้าไม่ได้มีเฉพาะค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าเวนคืน ค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ความวิตกกังวลของคนที่อยู่ใกล้ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถือว่าเป็นต้นทุนเหมือนกัน ใครจะบอกได้ว่า การนอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นตอนกลางดึก ความเป็นห่วงเป็นใยสมาชิกในครอบครัวรวมกันแล้วมีค่าสักเท่าไร แม้แต่เจ้าตัวเองยังบอกไม่ได้เลย

นี่ยังไม่นับกรณีเกิดอุบัติเหตุ สมาชิกชมรมคนรักโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มักจะบอกเราเสมอว่า โรงงานนี้มีความปลอดภัยสูง โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุมีน้อย กากนิวเคลียร์ก็จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ ดังนั้น ตามหลักสถิติแล้ว โอกาสจะเกิดอุบัติเหตุมีน้อยมากจนแทบจะเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์

สมมติว่าบังเอิญโชคร้ายสุดๆ เกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง ความเสียหายจะมากมายขนาดไหน หลายคนน่าจะจำได้ว่า ตอนที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนเบิลเกิดอุบัติเหตุ กัมมันตภาพรังสีลอยไปไกลถึงยุโรป นั่นแสดงว่า ต่อให้เอาโรงงานไปตั้งไว้เหนือสุดที่แม่ฮ่องสอน หรือใต้สุดแถวนราธิวาส หากลมเป็นใจคนกรุงเทพฯ และคนไทยทั่วทุกภาคก็มีโอกาสได้รับกัมมันตภาพรังสีได้พอๆ กัน ลองนึกถึงจำนวนคนที่ต้องเจ็บป่วยล้มตาย ลูกเล็กเด็กแดงรุ่นต่อไปที่ต้องพิกลพิการ แล้วลองถามตัวเองว่า ความเสียหายระดับนี้จะตีค่าออกมาเป็นเงินได้ไหม? ถ้าตีค่าออกมาได้จริงก็คงจะมหาศาล ถึงจะเอาไปถ่วงน้ำหนักด้วยความน่าจะเป็นที่น้อยนิด ต้นทุนก็ยังสูงกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่ดี

ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน มีฝนตกน้ำท่วมตลอดปี หากเกิดมีการรั่วไหลของกากกัมมันตภาพรังสีไปยังแหล่งน้ำใต้ดิน ปนเปื้อนแหล่งน้ำสาธารณะ คนเอาน้ำไปใช้เจ็บไข้ได้ป่วย ผักปลาอาหารก็มีการปนเปื้อน ความเสียหายเหล่านี้จะคิดออกมาเป็นเงินได้หรือเปล่า?

ว่ากันตามหลักวิชาการล้วนๆ การวิเคราะห์โครงการจะต้องนำเอาเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งหมดในทุกกรณีมาคิดด้วยเสมอ ไม่ว่าโอกาสจะมีน้อยสักแค่ไหน เพราะโอกาสเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดต้นทุนมหาศาลได้ เชื่อขนมกินได้เลยว่า ทีมประเมินโครงการคงไม่ยอมเอาเหตุการณ์เหล่านี้ไปคิดด้วยแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเปิดตำราสักกี่เล่มก็ไม่มีใครบอกได้ว่า ต้นทุนจริงๆ มันจะสักเท่าไรกันแน่

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าคิดคือ เราขาดพลังงานหรือว่าเราบริหารจัดการพลังงานไม่ดีกันแน่? ถ้าเราขาดพลังงานจริง จำเป็นด้วยหรือที่ต้องจบลงด้วยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การยกเอาเหตุผลว่าประเทศพัฒนาแล้วเขามีกันมานานแล้ว ทำไมเราจะมีบ้างไม่ได้ สะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกของการเป็นผู้ตาม อยากจะไปอยู่แนวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่เดินตามเขาตลอด อีกกี่สิบกี่ร้อยปีก็ไม่มีทางจะเทียบชั้นกับใครได้ หากศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกจะพบว่า ประเทศเหล่านี้เป็นใหญ่ขึ้นมาได้ด้วยการเลิกเดินตามก้น ไม่ยอมให้คนอื่นจูงจมูก รู้จักแสวงหาโอกาสด้วยตัวเอง

จริงอยู่แหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ มีต้นทุนสูง แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เองต้องใช้เงินทุนมหาศาลเหมือนกัน หากโรงไฟฟ้าเป็นแผนระยะยาว แสดงว่าเรายังพอมีเวลา ถ้ามีเวลา ก็แสดงว่ายังมีโอกาสมองหาทางเลือกใหม่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่เอาเงินเหล่านี้มาทุ่มกับการวิจัยและพัฒนาหาทางออกในแบบของเราเอง?

อย่าดูถูกสติปัญญาของคนไทยนะครับ ผมเชื่อว่าบ้านเมืองเรามีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ นักคิดนักวิจัยที่มีวิสัยทัศน์อยู่เป็นจำนวนมาก หากให้การสนับสนุน ให้เวลา ให้โอกาส คงไม่เกินความสามารถของคนเหล่านี้ ที่จะหาทางออกแบบไม่ต้องมาเสียวสันหลังให้กับประเทศได้ เผลอๆ จะถูกกว่าเอาเงินไปจ้างฝรั่งมาสร้างโรงไฟฟ้ามาให้เราเสียอีก หากกล้าจะเอาประเทศไทยเสี่ยงกับโรงไฟฟ้าก็น่าจะกล้าเดิมพันกับคนเก่งในบ้านในเมืองเราเหมือนกัน เสี่ยงน้อยกว่าเยอะ

เศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยงระดับมหันตภัยแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างปราสาททรายบนชายหาด ตอนลมฝนสงบก็ดูสวยงามดี วันไหนลมแรงคลื่นสูง ปราสาทจะโดนซัดจนเสียหาย จะซ่อมให้เหมือนเดิมคงเป็นเรื่องยาก ยิ่งถ้าเกิดโชคร้ายเจอกับสึนามิตูมเดียวปราสาทก็หายวับไปกับตา ไม่ต้องถามว่าชะตากรรมของคนในปราสาทจะเป็นอย่างไร