Clear news? นิวเคลียร์

กรุงเทพธุรกิจ 14 พฤศจิกายน 2550

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

ออกมาตอบโต้กันเป็นระยะสำหรับฝ่ายเอา-ไม่เอานิวเคลียร์ แต่ในฤดูหาเสียงเช่นนี้ อยากรู้ไหมว่า คนที่อาสาไปเป็นตัวแทนของเราในสภาและทำหน้าที่อนุมัติเรื่องน้อยใหญ่แทนเรานั้น เขาจะขายนโยบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร จุดประกาย มีมาฝาก 5 พรรค อ่านแล้วช่วยกันจำด้วย เผื่อคนพูด (แกล้ง) ลืม

เพราะราคาน้ำมันต่อบาร์เรลที่ดีดทะลุ 30 บาทไปเรียบร้อยแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจึงหยิบเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาปัดฝุ่นใหม่ หลังจากโดนพับเก็บไปไม่รู้กี่รอบ

แต่มาคราวนี้ ขอโทษที ดูท่า 'นิวเคลียร์' จะอยากมาช่วยผลิตไฟฟ้าเสียจริงๆ เพราะรัฐบาลได้อนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2550-2564 หรือ พีดีพี 2007 ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่กำหนดจำนวนและประเภทโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างเพิ่มภายใน 15 ปี โดยเสนอทางเลือกไว้ 9 แนวทาง ซึ่งล้วนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์อยู่ทุกทางเลือก

มากกว่านั้น พลังงานหมุนเวียนทุกประเภทถูกจำกัดไว้ที่ 1,700 เมกะวัตต์ในทุกทางเลือก

ตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลที่ออกมาหนุนคือ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ออกมาโน้มนำว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รวม 420 แห่ง กำลังก่อสร้างอีก 30 แห่ง และกำลังรอใบอนุญาตก่อสร้างอีก 70 แห่ง ซึ่งใกล้ไทยที่สุด คือ เวียดนามประกาศไปแล้วว่าจะก่อสร้าง 1 แห่ง ภายใน 10 ปีข้างหน้า

พร้อมยกเหตุผลต่างๆ นานา มาประกอบโดยเฉพาะปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 25,000 เมกะวัตต์ต่อปี พร้อมเปรียบเทียบศักยภาพกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนว่า 5 ปีข้างหน้า ถ้าทำยอดได้ 1,400 เมกะวัตต์ ก็นับว่าเก่งแล้ว

และถ้าเดินหน้าสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แล้ว ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ 2.08 บาทต่อหน่วย (น้ำมันเตา หน่วยละ 4 บาท ก๊าซธรรมชาติ หน่วยละ 2 บาท) ถือว่าต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ไร้ปัญหามลภาวะ และไม่ทำให้โลกร้อน

หลังจาก ข่าวพีดีพี 2007 เผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว แน่นอนว่า หลายฝ่ายโดยเฉพาะหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ออกโรงต่อต้านอย่างแข็งขัน ถือป้ายนำหน้าโดยกรีนพีซ ที่ยกข้อมูลมา 'ล้าง' ปิยสวัสดิ์ ทุกข้อ

"รัฐบาลพูดความจริง แต่พูดเพียงครึ่งเดียว" ถ้อยคำจาก ธารา บัวคำศรี เจ้าหน้าที่ประสานงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังจะเอาอีกครึ่งมาพูดให้ฟัง

ในวงสัมมนา 'ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิวเคลียร์ : อะไรบ้างที่สาธารณชนไทยควรรู้' ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นั้น ธารา มาพร้อมกับหนังสือเล่มเล็กชื่อ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ' เขาพุ่งประเด็นไปที่ 'เทรนด์โรงไฟฟ้า' เป็นข้อแรก

"ข้อมูลที่รัฐบาลไม่เคยนำเสนอคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ที่อ้างถึงนั้น สร้างมานาน ไม่น้อยกว่า 20 ปีแล้ว และแนวโน้มการสร้างก็ลดลงมาตลอดตั้งแต่ปี 1984 โดยเฉพาะหลังปี 2000 แต่ละปีมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกเข้าสู่ระบบเพียงปีละประมาณ 5 โรงเท่านั้น" และประเทศที่กำลังก่อสร้างส่วนใหญ่อยู่ในโซนเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ไต้หวัน ขณะที่บางประเทศอย่าง ออสเตรีย เดนมาร์ก ก็มีจุดยืนแน่ชัดว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ต้นทุนที่ถูกดังว่า จริงๆ แล้วตัวเลข 2.08 บาทต่อหน่วยก็อาจจะไม่นิ่ง

ชื่นชม สง่าราศรี จากกลุ่มพลังไท ที่ติดตามศึกษาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์มานาน บอกว่าราคาที่รัฐบาลโฆษณาว่าถูกนั้น เป็นต้นทุนการผลิต ยังไม่รวมต้นทุนต่างๆ ทางสิ่งแวดล้อม สังคม ความเสี่ยงอื่นๆ

"ถ้าเอามาบวกรวมๆ กันแล้ว ต้นทุนไม่ได้ถูกอย่างที่คิด เมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่า ยูเรเนียม (เชื้อเพลิงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ" ชื่นชมยังเผยข้อมูลให้ฟังอีกว่า 8 เดือนที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผิดกับที่คาดเอาไว้และเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าปีที่แล้ว

จริงอยู่ ที่พลังงานนิวเคลียร์จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก แต่อย่าลืมว่านิวเคลียร์ปล่อยสารกัมมันตภาพรังสี

เชื้อเพลิงที่ใช้แล้วปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี จะมีอายุราวๆ 240,000 ปี และทั่วโลกใช้วิธีฝังกากนิวเคลียร์ แต่การจัดการด้วยวิธีนี้ ไม่สามารถแยกกัมมันตภาพรังสีออกจากสิ่งแวดล้อมได้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมารับประกัน 100 เปอร์เซ็นต์ว่า การรั่วไหลของรังสีจะไม่เกิดขึ้น

"ทุกกระบวนการของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่ต้นจนจบ และที่สำคัญยูเรเนียม ถ้าคุณภาพไม่ดี ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก" ธารา ย้ำ

 

พลังงาน vs อาวุธ เรื่องเดียวกัน

นอกจากจะไม่ช่วยลดโลกร้อนแล้ว อีกประเด็นน่าสนใจที่ 'ชื่นชม' หยิบมาพูดถึงในวันนั้นคือ อย่ามองข้ามความสัมพันธ์ (ใกล้ชิด) ระหว่างพลังงานไฟฟ้ากับอาวุธนิวเคลียร์

"20 ประเทศที่อ้างว่าใช้ปรมาณูเพื่อสันติ มีอย่างน้อย 8 ประเทศที่ลักลอบวิจัยและศึกษาอาวุธนิวเคลียร์"

เชื้อเพลิงอย่างยูเรเนียมและพลูโทเนียมที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ สามารถนำไปผลิตอาวุธได้อย่างรวดเร็ว แค่มีเตาปฏิกรณ์ธรรมดาๆ

"พลูโทเนียมเท่าลูกเบสบอล อำนาจทำลายล้างก็เท่ากับที่ถล่มเกาะนางาซากิแล้ว" ชื่นชมเปรียบเทียบให้เห็น

ริชาร์ด โบรอินาวสกี้ (Richard Broinowski) จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ และผู้เขียนหนังสือ Fact of Fission? The truth about Australia's nuclear ambiton ก็บินตรงมาร่วมวงสัมมนานี้ด้วยประเด็นนี้เช่นกัน

"พลังงานนิวเคลียร์กับอาวุธนิวเคลียร์มันแยกออกจากกันไม่ได้ ในขณะนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐ พยายามใช้นโยบายปิดกั้นศัตรูหรือประเทศที่คิดว่าเป็นศัตรู ไม่ให้มีนิวเคลียร์ เช่น เกาหลีเหนือ อิรัก แต่ความจริงก็คือ สหรัฐมีความพยายามที่จะวางฐานอำนาจด้านนิวเคลียร์ตลอดเวลา"

นานาประเทศ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ต่างก็มีความสามารถในการพัฒนาและสะสมพลูโทเนียม และพร้อมเปลี่ยนเป็นอาวุธได้ทันที

ด้านออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแหล่งแร่ยูเรเนียมจำนวนมหาศาลนั้น โบรอินาวสกี้แง้มให้ฟังว่า ก็มีความคิดเรื่องพัฒนานิวเคลียร์อยู่เหมือนกัน เพราะประเทศเขาเป็นแนวร่วมใกล้ชิดกับสหรัฐ ชนิด "ว่าไงว่าตามกัน"

"จริงๆ รัฐบาลก็อยากขายยูเรเนียม แต่ประชาชนเขาแรง เสนอว่าอยากสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ถูกต่อต้าน ยิ่งช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง จอห์น โฮเวิร์ด (นายกรัฐมนตรี) รู้ดีว่าเขาต้องเจอแรงต้านเยอะแน่ๆ เลยยังไม่พูดออกไป แต่จริงๆ แล้วเขาอยากทำ"

ทั้งนี้ อิสราเอล อินเดีย และปากีสถาน ก็ใช้โครงการนิวเคลียร์พลเรือนเพื่อพัฒนาศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของตน ซึ่งเป็นการกระทำการนอกเหนือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เกาหลีเหนือเองก็พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในสมาชิกในสนธิสัญญาห้ามการแพร่หลายอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม

ครั้งหนึ่ง คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังออกมาเตือนด้วยว่า ภัยคุกคามด้านความมั่นคงของความพยายามที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยโครงการปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบใช้พลูโทเนียมเป็นเชื้อเพลิงนั้น จะนำไปสู่หายนะ

ตลอดหลายสิบปีในการผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย 'ชื่นชม' พบว่า ทุกๆ ครั้ง จะตรงกับรัฐบาลในช่วงรัฐประหาร นับตั้งแต่ รัฐบาลทหารโดยจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร (2506-2516) , นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (2519) , พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ (2520), นายอานันท์ ปันยารชุน (2534) และ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ (2549)

"เหนืออื่นใด มันคือ เจตจำนงทางการเมือง เป็นเรื่องของอำนาจ วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี จึงไม่เคยโดนเปรียบเทียบกับทุกๆ ด้านอย่างยุติธรรม" ชื่นชม ยังยกมาตราหนึ่งในร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน มาถ่ายทอดอีกครั้งหนึ่งด้วยว่า ใครกีดขวาง การทำงานจะมีโทษปรับ,จำคุก

คงด่วนสรุปเกินไปถ้าจะถามหาทางออกของเรื่องนี้ แต่จะดีกว่าหรือเปล่าถ้าเราศึกษามันอย่างโปร่งใส ไม่ต้องรอแถลงการณ์ ข่าวสารจากรัฐบาล พรรคการเมืองหรือหน่วยงานใดๆ เราก็สามารถหาข้อมูลอย่างรอบด้านได้ ในโลกไร้พรมแดนใบนี้

 

พรรคประชาธิปัตย์

เทียบกับคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง ดูเหมือนประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคเดียวที่ออกมาชูธง no nuke ผ่าน อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคว่า จะปรับปรุงแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า 2550 หรือ พีดีพี 2007 โดยจะถอดแผนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออก และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น โดยยกเอาแนวโน้มที่ทั่วโลกสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลดลงมาเป็นเหตุผลสำคัญ

สำหรับพลังงานหมุนเวียนข้างต้นนั้น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า มีทั้ง ไบโอแก๊ส ไบโอแมส พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานน้ำ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพและชีวมวลขนาด 1 เมกะวัตต์ 700 แห่ง กระจายใน 700 อำเภอทั่วประเทศโดยใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนในท้องถิ่นเป็นวัตถุดิบ

ทั้งนี้เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิง สู่การยืนบนขาของตัวเอง และ แก้ปัญหาโลกร้อน

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเผยความเห็นส่วนตัวว่า ไม่คิดว่าการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีความจำเป็น ถึงขั้นต้องเร่งตัดสินใจ

"ไม่ได้หมายความว่าปฏิเสธ แต่ประเทศไทยควรเก็บไว้ทุกทางเลือก แต่อย่าเพิ่งทำให้รู้สึกว่ามันไม่มีทางเลือก" ...คนแรกเด็ดขาด คนที่สองยังกั๊กเอาไว้ ตกลงจุดยืนคืออะไรกันเนี่ย

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

"เรื่องพลังงานทางเลือก ผมเชื่อว่าแต่ละพรรคพูดเหมือนกันหมด" เกษมสันต์ วีระกุล รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เริ่มต้นด้วยประโยคนี้

ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติ ไบโอดีเซล แต่สิ่งที่เกษมสันต์ตั้งคำถามขึ้นมาคือ "พลังงานเหล่านี้จะเพียงพอต่อปริมาณการใช้หรือเปล่า"

นโยบายของพรรคเบอร์ 2 คือ ตั้งทีมขึ้นมาศึกษาและลงทุนในพลังงานระหว่างประเทศ โดยเน้นแหล่งที่ใช้ได้เร็วและจริง นอกจากนั้น พลังงานทางเลือกในประเทศ จะต้องมีแผนแม่บทรองรับ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกไปจนถึงการประกันราคาขาย

ส่วนประเด็นร้อนๆ อย่างพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ รองหัวหน้าพรรค ตอบทันทีว่า "อย่าเพิ่งไปปิดทางเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา เรายังมีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด" และต้องทำ 2 อย่างนี้

1.ศึกษาให้ถ่องแท้ถึงประโยชน์ และโทษของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และศึกษาบทเรียนจากทุกประเทศ

2.มีกระบวนการให้ความรู้และความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ใช้ประโยชน์อย่างเดียวกับกลุ่มเสี่ยงเพราะอยู่ใกล้พื้นที่โรงงาน

สรุปสั้นๆ ว่า ดูไปก่อน

 

พรรคศิลปิน

แม้จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ท่อนหนึ่งใยนโยบายข้อ 6 ของพรรคเจ้าของคำขวัญ "หัวใจคือไม่ปกครอง" เขียนไว้ว่า "หยุดโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมด เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์ ส่งเสริมการผลิตพลังงานทางเลือก เช่น พลังลมและแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง"

วสันต์ สิทธิเขต หัวหน้าพรรคศิลปิน แจงที่มาของนโยบายข้อนี้ว่า โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกพูดถึงมา 30-40 ปีแล้ว ผ่านรัฐบาลไม่รู้กี่ชุด ซึ่งเหมือนกันหมดตรง ความมักง่าย ไม่รับผิดชอบต่อหลายเรื่องโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม

ลมและแสงอาทิตย์ที่เป็นบ่อเกิดพลังงานทางเลือกที่พรรคเสนอนั้น เป็นเพราะประเทศไทยมีแดดมาก ลมแรง และ ชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้านยาวมาก

"แต่รัฐบาลแต่ละชุด ก็ไปรับข้อมูลจากต่างชาติมา เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ ที่โลกควรหยุดทำได้แล้ว เอาทางที่มีอยู่แล้วทำให้มันเป็นจริง"

หัวหน้าพรรคไร้เบอร์ยังบอกอีกด้วยว่า รัฐควรมองที่ประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เห็นแก่กลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม

พรรคเพื่อแผ่นดิน

ออกสตาร์ทด้วยการจับได้เบอร์ 1 แต่นโยบายด้านพลังงานจะเป็นอย่างไรนั้น สรจักร เกษมสุวรรณ สมาชิกสภาที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เผยว่า ไบโอดีเซลกับแก๊สโซฮอล์คือพลังงานทางเลือกที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มที่น่าสนใจเพราะได้ผลดีต่อเกษตรกรและลดต้นทุนพลังงาน

"เราต้องเป็นเจ้าของน้ำมัน ไม่ใช่นำเข้า"

อีกนโยบายคือเน้นบริหารพอร์ตของประเทศเรื่องพลังงาน เช่น จีนไปลงทุนพลังงานที่อัลจีเรีย พม่า ไทยเองก็น่าจะทำเช่นนั้นเพื่อการได้เป็นเจ้าของพลังงาน แม้อาจต้องใช้เม็ดเงินแต่เมื่อเทียบกับการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศแล้ว วิธีแรกคุ้มค่ากว่า

ส่วนประเด็นร้อนๆ อย่างนิวเคลียร์ พรรคเพื่อแผ่นดินสรุปผลออกมาว่า ต้องศึกษาก่อนว่าผลได้ผลเสียเป็นอย่างไร และย้ำว่ายังไม่ได้ฟันธงว่าจะสนับสนุน

"คนไทยทำอะไรก็ไม่ค่อยศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วเอาความรู้สึกมาพูดกันก่อน ถึงนิวเคลียร์มีหลักฐานความเสียหาย ก็ไม่ได้แปลว่าจะป้องกันไม่ได้ หรือเสียหายไปทุกเรื่อง แล้วถ้าศึกษาอย่างเต็มที่แล้ว ออกมาผลเสียมากกว่าดี ก็ไม่ทำ"

ทั้งนี้ทั้งนั้น สรจักรยืนยันว่า "เราต้องรับมือด้วยความรู้ ไม่ใช่ความรู้สึก"

พรรคชาติไทย

ชูนโยบายด้วยการดันให้พลังงานขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แทคทีมมาด้วยแผนการเร่งด่วนโดยการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซทั้งเอ็นจีวี,แอลพีจีกันมากขึ้น ส่วนท้องถิ่น ก็จะสนับสนุนให้ชุมชนหันมาผลิตพลังงานรวมทั้งเสาะหาพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแล้วปลูกต้นไม้เข้าไป เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังงานทดแทน

"เน้นพัฒนากระบวนการแปรรูปขยะให้เป็นพลังงาน" ประพัฒน์ โพธสุธน รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เบอร์ 13 บอกกล่าว

ประพัฒน์ ยอมรับว่าในอดีตตนเป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะความไม่ปลอดภัย

แต่วันนี้..

"เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง หลังจากดูคู่กับปริมาณการใช้พลังงานของคนไทย เรื่องอย่างนี้ต้องเปิดใจกว้างและขอศึกษาให้ละเอียด ไม่เช่นนั้นต่อไป เราอาจจะเผชิญปัญหาไฟไม่พอใช้ นำมาสู่ข้อจำกัดในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ"

โดยทางเลือกทั้งหมดต้องนำมาพิจารณาพร้อมๆ กัน และถ้าถึงที่สุดแล้ว ผลการศึกษาออกมาว่าพลังงานนิวเคลียร์มีคำตอบเรื่องความปลอดภัยอย่างชัดเจน...

"ก็เป็นทางเลือกที่น่าศึกษา