NGO ชงเรื่องรัฐบาลใหม่ ล้มสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ผู้จัดการรายสัปดาห์ 16 พฤศจิกายน 2550

ก.พลังงาน-สำนักงานปรมาณูฯเดินหน้าศึกษายกร่างพ.ร.บ. สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เต็มที่ ชี้คือทางเลือกที่ดีที่สุดในอนาคตด้านพลังงานไทย ด้านคณะกรรมการฯเดินเครื่องวางโครงสร้างพื้นฐานทำความเข้าใจชาวบ้านให้เข้าใจ ขั้นสุดท้ายเอาไม่เอาองค์กรระหว่างประเทศ IAEA จะเป็นผู้ตัดสิน ด้าน“ภาคประชาสังคม”หวั่นวาระซ่อนเร้นสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ยุคทหาร”พร้อมระบุต้นทุนไม่คุ้มต่อการลงทุนเหตุแผน PDP ไม่ตรงกับความต้องการใช้ในอนาคต ยืนยันทั่วโลกกำลังลดการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือหยุดเดินเครื่อง พร้อมวอน“รัฐบาลใหม่”ทบทวนแผนดังกล่าวก่อนศึกษาทุกด้านให้รอบคอบ
      
       เป็นข่าวเล็กๆกับผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมากับมติไฟเขียวเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในระยะเวลา 13 ปี โดยให้การดำเนินการ 3 ปีแรก (พ.ศ.2551-2553) ใช้งบประมาณจำนวน 1,800 ล้านบาทจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานแห่งชาติ เพื่อใช้ในการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ การดำเนินงานแผนตามกฎหมาย ระบบกำกับและข้อผูกพันระหว่างประเทศ แผนงานด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ รวมถึงแผนงานด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แผนงานด้านสาธารณะ และการยอมรับจากประชาชน
      
       ส่วนภาคการกำกับดูแลให้มีการปรับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาเร็วๆ นี้เป็นการชั่วคราวไปก่อน ขณะที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะได้ร่วมกันยกร่างกฎหมายกำกับดูแลด้านมาตรฐานและความปลอดภัย ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คำถามที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช่หรือไม่ แล้วความปลอดภัยในการก่อสร้างที่ทุกคนหวาดกลัวโดยเฉพาะอุบัติเหตุ “เชอร์โนบิล”จะไม่เกิดขึ้นอีกใช่ไหม ขณะที่พลังงานทางเลือกอื่นๆได้พิจารณาถ้วนถี่แล้วใช่ไหม นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มักเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทหารตลอดมา
      
       เชื่ออีก 3 ปียกร่างกม.เสร็จ
       IAEAเคาะสร้าง-ไม่สร้าง
      
       ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 4,000 เมกะวัตต์ในประเทศไทยที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จ และสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ในอีก 13 ปีข้างหน้าหรือปี 2563 อยู่ระหว่างรอให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการยกร่างกฎหมายประกอบกิจการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อที่จะใช้กำกับดูแลเรื่องมาตรฐานการก่อสร้าง การควบคุมการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตลอดจนการดำเนินการในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเฉพาะขึ้นมาก่อนซึ่งคาดว่ากฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2553 เพราะต้องผ่านขั้นตอนการร่างรายละเอียดและการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
      
       ขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้หรือไม่ได้จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ร่วมกับอีก 144 ประเทศทั่วโลกโดยไอเออีเอต้องส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพิจารณารายละเอียดซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านทั้งคน ระบบการศึกษา และมาตรฐานความปลอดภัย และหากผ่านการพิจารณาไอเออีเอจะออกใบอนุญาตก่อสร้าง
      
        การันตี “นิวเคลียร์” เหมาะที่สุด
        ทั่วโลกจ่อผุดอีก 100 โรงไฟฟ้า
      
       “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” รัฐมนตรีว่ากากระทรวงพลังงานยืนยันว่าก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 4,000 เมกะวัตต์ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับประเทศไทยในระยะ 20 ปีข้างหน้า ที่แม้ต้องใช้เงินก่อสร้างประมาณ 140,000 ล้านบาท (คิดที่ 35 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ) โดยนิวเคลียร์ 1 เมกะวัตต์ใช้เงินก่อสร้าง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งแพงกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้เพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ข้อดีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำและใช้เชื้อเพลิงไม่สิ้นเปลืองเพราะว่าเชื้อเพลิงยูเรเนียมที่ซื้อเข้ามาเป็นเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพื่อปั่นไฟ 1 ชุดมีอายุการใช้งานถึง 54 เดือน
      
       และหากพิจารณาเรื่องต้นทุนนิวเคลียร์จะมีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 1.80 บาทต่อหน่วย ต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ และไม่มีปัญหา เรื่องมลภาวะขณะที่น้ำมัน เตามีต้นทุน 4 บาทต่อหน่วย ก๊าซธรรมชาติ 2 บาทต่อหน่วย ถ่านหิน 1.80 บาทต่อหน่วยแต่ถ่านหินยังมีปัญหามลภาวะอีกทั้งยังคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าการผลิตไฟจากพลังงานหมุนเวียนจะมีการผลิตรวมกันได้ไม่เกิน 1,400 เมกะวัตต์ แต่พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อเสียคือต้นทุนการผลิตไฟค่อนข้างแพงเช่นแสงอาทิตย์ 18 บาทต่อหน่วย เป็นต้น
      
       อย่างไรก็ดีทั่วโลกหันมาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันอีกรอบหนึ่งเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 420 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 30 แห่ง และกำลังรอใบอนุญาตก่อสร้างจากไอเออีเออีก 70 แห่ง
      
       ยืนยันมาตรฐานก่อสร้างตาม IAEA
       ‘กฟผ.-ก.พลังงาน’คนตัดสินสถานที่ก่อสร้าง
      
       ขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยหรือเทคโนโลยีด้านความสะอาดตอนนี้ถือว่ามีมาตรฐานสูงมากเทียบไม่ได้กับกรณี “เชอร์โนบิล” เมื่อ 20 ปีก่อน อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้องได้รับการเห็นชอบจากทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEAจะเป็นผู้กำหนดว่าจะใช้เทคโนโลยีประเภทใดจึงจะเหมาะสมกับประเทศดังกล่าว แต่ต้องสอดคล้องกับกฎหมายประเทศนั้นด้วยซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังยกร่าง พ.ร.บ.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติฉบับใหม่แทนของเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 เพื่อรองรับการเกิดโรงไฟฟ้าในอีก 13 ปีข้างหน้าด้วย
      
       “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดหรือไม่อยากให้ประชาชนถึงโอกาสที่อาจจะสูญเสียไปเพราะขณะนี้ประเทศอย่างเวียดนาม และมาเลเซียแซงไทยไปแล้วแต่ประเทศไทยกำลังย่ำอยู่กับที่มานาน อีกทั้งพลังงานทางเลือกอื่นๆเมื่อเทียบกับนิวเคลียร์ก็ยังสู้ไม่ได้อย่าปิดโอกาสของประเทศเป็นพอ” เชาวน์ รอดทองคำ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
      
       อย่างไรก็ดีพื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มี 2 แบบด้วยกันคือ 1.สร้างโรงไฟฟ้าบนบกตามแบบประเทศยุโรปคือมีปล่องระบายความร้อนอยู่ข้างบน ขณะที่อีกแบบคืออยู่ริมทะเลตามกลุ่มประเทศเอเชียอาทิ เกาลี และญี่ปุ่นใช้น้ำทะเลมาระบายความร้อนเหมือนกับโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าก๊าซ แต่ผลสุดท้ายว่าเลือกจะพื้นที่ใดในการก่อสร้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ให้คำตอบ
      
       ซัด PDP คำนวณล่วงหน้าไม่ตรงความจริง
       สงสัย “รัฐประหาร”มาพร้อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      
       ขณะที่ภาคประชาสังคมกำลังเป็นห่วงต่อนโยบายดังกล่าวว่าอาจจะพลังงานทางเลือกอื่นๆที่ดีกว่าและความคุ้มค่าต่อการลงทุนอาจจะไม่จริงตามที่ภาครัฐนำเสนอต่อประชาชนเพียงด้านเดียว “วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ” เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติมองว่าแผน PDP ฉบับใหม่นี้วางสมมติฐานว่าอีก 15 ปีความต้องการจะเพิ่มขึ้นปัจจุบัน 133 เปอร์เซ็นต์หรือ 2.3 เท่าของปัจจุบันเพิ่มกำลังการผลิต 58,000 เมกะวัตต์ใช้เงินลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า 2 ล้านล้านบาทซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 38,000 เมกะวัตต์
      
       ซึ่งสมมุติฐานนี้ในการทำการคาดการณ์โดยดูเศรษฐกิจว่ามีการเติบโตมี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคาดการณ์ปีเดียวคือปีหน้าไม่คาดการณ์อีก 5-10 ปีจึงต้องเอาตัวเลขตัวเดียวมาขยับแต่ไม่เคยมีการคาดการณ์เศรษฐกิจติดลบเอาตัวเลขตัวเดียวมาเป็นฐานแต่เมื่อไปดู 15 ปีย้อนหลังเศรษฐกิจประเทศเคยติดลบอีกทั้งยังไม่มีการนำตัวเลขการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอื่น เช่น ชีวมวล พลังน้ำ และการประหยัดพลังงานเข้ามารวมกับแผน PDP นี้เลย ประกอบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังแพงในแง่การลงทุนต้องใช้เงินมหาศาลกู้เงินต้องดูเงื่อนไขสูงกว่าเงินกู้ทั่วไปทำให้การก่อสร้างล่าช้า โดยมีคำยืนยันจากผู้ว่าการธนาคารADB หรือธนาคารพัฒนาเอเชียจะไม่มีนโยบายปล่อยกู้เพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างแน่นอน
      
       เขาผู้นี้ยังต้องข้อสังเกตว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกนำมาปัดฝุ่นโดยรัฐบาลทหารทุกครั้งไปโดยในปี พ.ศ.2519 และพ.ศ.2535 (พฤษภาทมิฬ) ก็มีเสนอเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ล่าสุดรัฐบาลที่มาจากคมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ) ก็เสนอโครงการดังกล่าวอีกซึ่งอาจจะมีความต้องการอื่นที่ซ่อนอยู่ในพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ได้
      
       วอนรัฐบาลใหม่ทบทวนแผน PDP
       ศึกษาพลังงานทางเลือกอื่นฯก่อนเอา-ไม่เอา
      
       “ธารา บัวคำศรี” ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากมีมติครม.เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมาได้อนุมัติงบประมาณ 1,800ล้านบาทให้คณะกรรมการชุดของ “ดร.กอปร กฤตยากีรณ” ประธานคณะกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ได้เตรียมศึกษาจัดทำโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์, เทคโนโลยี,ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลต้องการให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      
       ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะทำงาน 3 ปีนับจากนี้ว่าจะเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่แต่อย่างไรก็ดีถือว่ารัฐบาลได้ปักธงแรกไปแล้วว่าจะเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากมติครม.ที่ผ่านมาโดยอิงตัวตัวเลขในแผน PDP ฉบับล่าสุดที่ให้มีการผลิตถึง 4,000 เมกกะวัตต์ในทุกแผนที่นำเสนอแต่พลังงานเลือกกลับไม่มีการเสนอเข้าใน PDP แต่อย่างใด
      
       นอกจากนี้แล้วทั่วโลกกำลังลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา-ยุโรปที่ไม่สร้างเพิ่มขึ้นหรือก่อสร้างเพียงไม่กี่โรงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่เอเชียอย่างจีน-อินเดียกกำลังมีการก่อสร้างอยู่บ้างแต่เพราะงบประมาณที่บานปลายในการก่อสร้างจึงได้ชะลอโครงการอื่นออกไป ซึ่งประเทศไทยหากสร้างจริงอาจจะได้รับผลกระทบจากงบประมาณที่บานปลายได้ซึ่งไม่น้อยกว่า 1.4 แสนล้านในอนาคตก็ถือว่าไม่คุ้มค่าประกอบกับการก่อสร้างสุวรณรภูมิยังเป็นตราบาปของคนไทยในการทุจริตก่อสร้างอีกจึงไม่มีคุ้มค่าต่อการเสี่ยงในการก่อสร้างแต่อย่างใด
      
       กฟผ.เตรียมพื้นที่4พันไร่รองรับ
       ทั่วโลกขยายลด-เลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      
       “อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาทบทวนแผน PDP ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจริงอีกทั้งต้องให้เงินศึกษาพลังงานทางเลือกอื่นพร้อมๆกันไปด้วย เมื่อศึกษาเสร็จแล้วเราจะได้รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำเมื่อถึงตอนนั้นจะสร้างโรงไฟฟ้าอะไรก็จะไม่มีใครมาคัดค้านแน่อน” ธารากล่าวและว่าสำหรับพื้นที่ที่คาดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคตจะอยู่ที่อ.ประทิว จ.ชุมพรซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 4,000ไร่ติดทะเลโดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นของ กฟผ.ที่เตรียมไว้สำหรับก่อสร้างโครงการดังกล่าว
      
       นอกจากนี้ข้ออ้างอีกประการที่ภาครัฐพยายามบอกประชาชนคือทั่วโลกก็กำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยกันทั้งนั้นแต่ในข้อเท็จจริงแล้วพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 เป็นต้นมาทั่วโลกลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตลอดจนกระทั่ง พ.ศ.2543 ก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดใหม่ปีละ 5 โรงเท่านั้นและหากพิจารณาต่อไปจะพบว่าประเทศที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะอยู่ในทวีปเอเชียทั้งนั้นอาทิ จีน ,อินเดีย,ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นต้นขณะที่ยุโรปมีเพียงประเทศเดียวเท่านัเนที่กำลังก่อสร้างคือประเทศฟินแลนด์ ส่วนประเทศออสเตรเลียและเดนมาร์กก็ยืนยันมาตลอดว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรืออย่างประเทศเยอรมันก็มีแผนจะหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดในประเทศในอนาคตอันใกล้นี้
      
       คงต้องจับตาต่อไปว่าโครงการดังกล่าวว่าจะออกมาอย่างไรเพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงานเขาเหล่านั้นจะเดินหน้าตามนโยบายเดิม หรือสั่งทบทวนนโยบายใหม่เพื่อศึกษาผลดี-ผลเสียเพื่อให้ประโยชน์ตกแก่ประชาชนอย่างแท้จริง