โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เรื่องที่ยังไม่เคลียร์

กรุงเทพธุรกิจ 20 พฤศจิกายน 2552

โดย : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

กระทรวงพลังงานได้ฟันธงไปแล้วว่า จังหวัดที่มีโอกาสเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกของไทย คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราด นครสวรรค์

ตอนนี้การศึกษาความเหมาะสมของการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คืบหน้าไปแล้วกว่า 62% และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง เพื่อดูว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสมที่สุด

การเดินหน้าผลักดันให้มีการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ทุกครั้งที่มีการสอบถามเกี่ยวกับความเหมาะสม คำตอบสูตรสำเร็จที่ได้ คือ "ความมั่นคงทางพลังงาน" และ "รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต" คำตอบแบบนี้เหมือนกับต้องการบอกให้สังคมไทยยอมรับว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น เหลืออีกแล้ว

จริงอยู่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถ เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงในระยะยาว แต่ประโยชน์ที่ได้มานี้ต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่สูงมาก การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีเพียงเล็กน้อย สามารถสร้างความเสียหายให้กับชีวิตของคนและสัตว์ ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาลในระยะยาว เพราะถึงตอนนี้ ยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถกำจัดการปนเปื้อนได้ในระดับที่น่าพอใจ 

นอกจากนี้แล้ว ดูจากการเกิดปัญหาทำนองนี้ในอดีต ประชาชนที่เดือดร้อน ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้สร้างความเสียหายและภาครัฐอย่างจริงจัง ราวกับกว่ากระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับฝ่ายที่ก่อเรื่อง กว่าเรื่องราวจะจบลงได้ คนที่เดือดร้อนต้องต่อสู้กันเลือดตาแทบกระเด็น ตัวเองเจ็บตัวโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ยังไม่พอ แถมยังต้องมาลำบากซ้ำซ้อน เพื่อเรียกร้องสิทธิที่พึงจะได้อีก 

ลองถอยหลังออกมาสักก้าว แล้วพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป ก่อนจะถามว่าควรจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เราน่าจะย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า ที่ผ่านมา  ประเทศไทยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

ข้อมูลเกี่ยวกับค่าความเข้มข้นในการใช้พลังงานเป็นดัชนีตัวหนึ่ง ที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ค่าความเข้มข้นในการใช้พลังงานหรือที่เรียกว่า Energy Intensity นั้น บอกเราว่า การจะสร้างรายได้ประชาชาติ 1 ล้านดอลลาร์ เราต้องใช้พลังงานคิดออกมาเป็นน้ำมันกี่ตัน 

สมมติว่าค่านี้เท่ากับ 100 แสดงว่าเราต้องใช้พลังงานเท่ากับน้ำมัน 100 ตัน เพื่อสร้างรายได้ประชาชาติ 1 ล้านดอลลาร์ ค่าตัวนี้ยิ่งต่ำยิ่งแสดงว่าประเทศนั้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากตารางแสดงค่าความเข้มข้นในการใช้พลังงานของไทย และค่าเฉลี่ยของประเทศต่างๆ แบ่งตามระดับรายได้ 3 กลุ่ม คือ ประเทศที่มีรายได้สูง ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และประเทศที่มีรายได้ต่ำ 

หากดูเฉพาะแนวโน้มของไทย จะเห็นว่าประสิทธิภาพของการใช้พลังงานของเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่าความเข้มข้นในการใช้พลังงานเท่ากับ 214 ตันต่อล้านดอลลาร์ ในปี 2533  ลดลงมาเหลือเพียง 180.6 ตันต่อล้านดอลลาร์ ในปี 2548 เห็นแบบนี้ก็น่าจะภูมิใจได้ว่า ประเทศเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น

การมองแค่ตัวเองแบบนี้ ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เมื่อลองเอาค่าของไทยไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย จะเห็นได้ว่าจากเดิมที่เราเคยทำได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันในปี 2533 พอมาถึงปี 2548 เรากลับทำได้แย่กว่าค่าเฉลี่ย แสดงให้เห็นว่า พัฒนาการด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของเราต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หากเป็นการสอบ เราก็คงได้แค่เกรด D+ ในวิชาการประหยัดพลังงาน

   ค่าความเข้มข้นในการใช้พลังงาน (Energy Intensity)

ประเทศ/กลุ่มประเทศ

2533

2543

2548

ไทย

214.4

193.3

180.6

ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้สูง

264.6

200

167.7

ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง

292

199.5

170.8

ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ต่ำ

393

270.7

209

        ที่มา: World Resources Institute

 

การเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มเดียวกันเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เราพัฒนาประเทศเพราะมีเป้าหมายว่าสักวันหนึ่ง จะต้องกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วเหมือนประเทศที่มีรายได้สูง เมื่อเราเอาแนวทางการพัฒนาของเขามาใช้ในการพัฒนาประเทศ เราก็ควรจะเอาแนวทางการควบคุมประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของเขามาใช้ด้วย เช่นกัน ซึ่งหากใช้ค่าของประเทศที่มีรายได้สูงมาเป็นเกณฑ์แล้ว ประเทศไทยคงได้แค่เกรด D ในวิชานี้เท่านั้น

หากมองในระดับองค์กรแล้ว ความด้อยประสิทธิภาพในการใช้พลังงานนั้น เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายๆ อย่างด้วยกัน อาทิเช่น ความรู้ความสามารถของบุคลากร วินัยในการทำงาน วัฒนธรรมขององค์กร ความตั้งใจจริงของผู้บริหารหน่วยงาน เทคโนโลยีที่ใช้ในหน่วยงาน ตลอดจนถึงความเอาใจใส่ความคุมดูแลอย่างจริงจังของภาครัฐควบคู่ไปกับการมีนโย บายสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม

ตัวเลขที่ด้อยกว่าค่าเฉลี่ยของไทย เป็นภาพสะท้อนในระดับหนึ่ง ว่า ปัญหาความไม่พร้อมของเรานั้น ซึมรากลึกถึงระดับองค์กร ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นนั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการที่แท้จริงเท่านั้น แต่เป็นเพราะความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้วย

การเลือกตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับความด้อย ประสิทธิภาพ จึงไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการเลือกใช้เทคโนโลยีสะอาดที่สกปรกที่สุดอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์   

กลุ่มคนที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด คือ โรงงานและบ้านเรือนที่มีระดับรายได้ความเป็นอยู่ค่อนข้างดี บ้านคนจน อย่างดีก็มีไฟไม่กี่ดวง ทีวีสักเครื่อง พัดลม กาต้มน้ำ บ้านคนรวยที่มีทั้งแอร์ โทรทัศน์จอแบน อ่างอาบน้ำอุ่นราคาแพงระยับต่างหากที่เป็นต้นตอของความฟุ่มเฟือยทางพลังงาน

รับรองได้เลยว่า ไม่ว่าจะเลือกสร้างโรงไฟฟ้าที่ไหน คนที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้ามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคนจน ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการให้เขามาเสี่ยงเพื่อคนอื่น แค่นี้เขาก็แย่พอแล้ว ทำไมต้องหาเรื่องไปเพิ่มให้เขาอีก ทำไมต้องเอาเงินจำนวนมหาศาลที่ควรใช้ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมา ใช้กับการสร้างความสุขสบายให้กับคนเพียงกลุ่มเดียว โดยปล่อยให้คนส่วนที่เหลือของสังคมต้องมาคอยแบกรับภาระ 

หรือว่าความมั่นคงทางพลังงาน สำคัญกว่าความมั่นคงของประเทศ หรือว่าการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น มีความหมายมากกว่าการนอนตาหลับของคนในชาติ การเลือกเดินหน้าทำโครงการแบบไม่สนใจใคร มันสะท้อนอยู่ในตัวแล้วว่า ในมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อะไรที่สำคัญกว่ากัน