โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กรุงเทพฯ

กรุงเทพธุรกิจ 10 ธันวาคม 2552

โดย : สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ท่ามกลางความพยายามในการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ให้เดินหน้า ก็ปรากฏการคัดค้านโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ซึ่งถูก "คัดเลือก" ว่า มีความเหมาะสมต่อการดำเนินโครงการ

ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะมีคำชี้แจงถึงความปลอดภัยอย่างหนักแน่นจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือการกล่าวถึงความจำเป็นในการผลักดันการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสังคมไทย ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ก็ไม่ได้เป็นผลให้การคัดค้านที่เกิดขึ้นอ่อนกำลังหรือลดน้อยลงไปแต่อย่างใด

จนทำให้ ณ บัดนี้ ก็ยังไม่สามารถหาพื้นที่สำหรับรองรับโครงการได้อย่างชัดเจน เมื่อมีข่าวว่าจะใช้พื้นที่แห่งใดก็มีประชาชนลุกฮือขึ้นมาคัดค้านโครงการ อย่างพร้อมเพรียง

สังคมไทยควรจะเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างไร

การจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพื่อตอบสนองกับความต้องการของสังคมเป็นประเด็น สำคัญอันหนึ่ง หากไม่มีการเตรียมการอย่างรอบคอบไว้ล่วงหน้า ก็อาจนำมาซึ่งปัญหาในอนาคตได้ โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ได้ถูกกำหนดให้เป็นทางที่ต้องเลือกจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งทำหน้าที่ในด้านนี้

ไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งในลักษณะเช่นใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ อย่างมากถ้าในพื้นที่ซึ่งถูกเลือกมีการต่อต้านในระดับสูงก็ย้ายและไปหา พื้นที่อื่นๆ ซึ่งประชาชนมีความเข้าใจในข้อมูลเป็นอย่างดี ไม่หวาดกลัวต่อการให้ข้อมูลผิดๆ จากผู้ไม่หวังดี

แต่ถึงที่สุดหากไม่สามารถหาพื้นที่รองรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ พื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่มักถูกมองข้ามไปหรือไม่ถูกพูดถึงเลย ก็คือ กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยแห่งนี้

มีเหตุผลอย่างน้อย 3 ข้อ ด้วยกันที่ควรคัดเลือกให้กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทนพื้นที่อื่น

ประการแรก หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ มักให้คำอธิบายว่าปัจจุบันเทคโนโลยีด้านนี้มีความปลอดภัยในระดับสูงแตกต่าง ไปจากที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อุบัติเหตุที่มักหยิบยกมาเป็นข้ออ้างเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นได้ใน ปัจจุบัน

พร้อมกับมักชี้นิ้วไปว่าประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดว่าเป็นผู้ไม่มีความรู้ความเข้าใจ หรือไม่ก็ถูกพวกเอ็นจีโอปั่นหัว ทำให้เกิดความกลัวโดยไม่เข้าถึงข้อมูลและข้อเท็จจริง

ในเมื่อบรรดาชาวบ้าน "รากหญ้า" เป็นผู้ไร้ความรู้และตื่นกลัว ก็ควรนำโครงการนี้มาดำเนินการในเมืองหลวงแทนก็ควรจะเป็นสิ่งที่สามารถกระทำ ได้ง่ายกว่า ก็ประชาชนในเมืองหลวงส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้และเท่าทันต่อข้อมูล หน่วยงานรัฐย่อมสามารถทำการอธิบายและชี้แจงให้เกิดความเข้าใจกับสาธารณะได้ มากกว่าอย่างแน่นอน ถ้าโครงการนี้มีข้อมูลที่เปิดเผยและปลอดภัยจริง ก็ไม่ต้องเกรงกลัวต่อคำถาม หรือข้อสงสัยใด ๆ 

ประการที่สอง การกล่าวอ้างความจำเป็นของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ก็เนื่องมาจากการขยายตัวของการใช้พลังงานไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องมีการจัดหาพลังงานมารองรับต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เหตุผลข้อนี้คงยากจะปฏิเสธได้ตราบเท่าที่สังคมไทยยังเลือกเส้นทางการพัฒนา อุตสาหกรรมเป็นแนวทางหลัก

แต่การใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ใครคือผู้บริโภครายใหญ่และใครเป็นผู้บริโภครายย่อย ควรมีการจำแนกเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่เสมอภาค กันใช่หรือไม่

เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่าภาคเมืองและอุตสาหกรรม คือ ยักษ์ใหญ่ของการบริโภคไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่สองถึงสามแห่งในกรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าเท่ากับคนทั้งจังหวัดในจังหวัดเล็กๆ รวมถึงการขยายตัวที่เกิดขึ้นก็เป็นผลมาจากการเติบโตของภาคเมืองและ อุตสาหกรรมเป็นส่วนหลัก

แต่เมื่อจะมีการขยายการผลิตไฟฟ้าก็มักโยนภาระลงไปบนบ่าของประชาชนในชนบท ภายใต้ข้อกล่าวอ้างว่าต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม

เราจึงได้เห็นคนยากคนจนเสียสละให้กับการเติบโต และความสะดวกสบายของภาคเมืองและอุตสาหกรรม โดยไม่มีการตอบแทนใดๆ เกิดขึ้น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟป้อนโรงงานและเมือง แต่ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ดิน การทำมาหากินตามจารีต ชุมชนซึ่งเป็นถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อให้มีสายไฟข้ามหัวตัวเองเข้าไปในเมือง

ในเมื่อเมืองหลวงเป็นผู้บริโภครายใหญ่ ก็ควรต้องแบกรับเอาภาระเหล่านี้ไว้บนบ่าของตัวเองบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็อ้างส่วนรวม ความเจริญ ที่ไม่เคยต้องควักกระเป๋าจ่ายอะไรเลย นอกจากสะสมความมั่งคั่งให้เพิ่มพูนมากขึ้น

ประการที่สาม เสียงของคนกรุงเทพฯ นั้นดัง และมีความหมายในการเมืองไทยมากกว่าเสียงของรากหญ้าอย่างเทียบกันไม่ติด ลองนึกถึงโครงการพัฒนาต่างๆ ในต่างจังหวัดที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความมั่นคงของผู้คน ไม่ว่าจะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โครงการมาบตาพุด ฯลฯ กว่าจะสามารถทำให้เป็นที่สนใจ และนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาจากทางภาครัฐได้ ต้องใช้ระยะเวลานานนับสิบปี ประชาชนที่ได้รับผลกระทบล้มหายตายจาก บาดเจ็บ พิการ ไปจำนวนเท่าไร

แต่หากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เชื่อได้ว่าการแก้ไขคงเกิดขึ้นได้ภายในชั่วข้ามคืน สำหรับโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ถ้าสร้างขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ก็จะทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบมากกว่าไปตั้ง อยู่ในต่างจังหวัด ทั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่ใช่เพียงการปัดสวะให้พ้นตัวไปวันๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนสามารถเกาะติดโครงการนี้ได้นับตั้งแต่เริ่ม ต้นโครงการ หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้น ก็สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วไม่เหมือนกับในต่างจังหวัด กว่าจะมีสื่อมวลชนให้ความสนใจก็ต้องมีการปิดถนน การชุมนุม ไม่ก็ต้องแห่ศพประท้วงจึงจะได้รับสนใจ และสื่อมวลชนก็ไปได้เพียงระยะเวลาจำกัดเท่านั้น

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด แทนที่จะไปหาพื้นที่อื่นในต่างจังหวัด จึงควรหันกลับมาสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ให้พื้นที่ กรุงเทพฯ มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ในสังคมไทย