แผนหาที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์วุ่น

กรุงเทพธุรกิจ 2 มิถุนายน 2553

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่า ขณะนี้คณะทำงานสำรวจพื้นที่ได้หยุดเข้าพื้นที่มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากมีการต่อต้านจากมวลชน ประกอบกับที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่ยังมีปัญหาการเมืองรุนแรง โดย พล.อ.อ.พิเนต ศุกรวรรณ ประธานคณะทำงานคัดเลือกสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และศึกษาสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ได้ประกาศขอลาออก ทำให้คณะทำงานต้องกลับมาทบทวนแนวทางการสำรวจพื้นที่ใหม่

"ตอนนี้กระทรวงพลังงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าขั้นตอนที่ทำอยู่ เป็นเพียงการสำรวจพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมสำรวจเข้าไปศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น ปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาไม่สามารถเข้าไปสำรวจได้ แม้แต่พื้นที่ที่ประชาชนไม่เคยต่อต้าน เช่น จังหวัดนครสวรรค์ ก็ยังเข้าไปสำรวจไม่ได้" แหล่งข่าว กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถดำเนินการแล้วเสร็จเพียงพื้นที่เดียว ส่วนอีก 4 พื้นที่ ยังต้องสำรวจได้แก่ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 แห่ง และจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเสนอความเหมาะสมให้รัฐบาลพิจารณาเดือนธ.ค.นี้ หากจะดำเนินการได้ ต้องพิจารณาแนวทางทำความเข้าใจใหม่

ทั้งนี้จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่ถูกเลือกก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น  เป็นพื้นที่เหมาะสมเพราะอยู่ติดกับแม่น้ำน่าน แต่ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้กับระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื้อที่ 2,000 ไร่ แต่ต้องผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รวมทั้งประสานกับกรมชลประทานเพื่อจัดระบบน้ำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้เพียงพอ

"แนวทางทำความเข้าใจต้องเริ่มต้นให้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับท้องถิ่น  ที่ผ่านมาหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้การทำความเข้าใจต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะผู้บริหารใหม่มีแนวคิดต่างกัน  ต้องให้ความรู้ประชาชนผ่านสถานศึกษา และบุคคลที่มีบทบาท" แหล่งข่าว กล่าว

ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่คณะทำงานมองว่าจะช่วยให้มีน้ำหนักและข้อมูลชัดเจนในการให้ความรู้ คืออัตราเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งได้เสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรคกูเลเตอร์ไปแล้ว กำหนดอัตราจัดเก็บ 5 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้โรงไฟฟ้าขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ต้องใส่เงินเข้ากองทุนฯ 350 ล้านบาท ถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปทำให้ขาดข้อมูลใหม่ๆ ที่จะเสนอในพื้นที่

ส่วนการตัดสินใจของรัฐบาลในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน  เป็นไปได้สูงที่ยังไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา แต่หากไม่ตัดสินใจเลือกพื้นที่ศึกษาในเดือนม.ค.2554 จะทำให้แผนการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้อง ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพราะไม่สามารถเข้าระบบได้ทันปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ในปี 2563 และปี 2564 ได้ "การหาแหล่งพลังงานหลักผลิตไฟฟ้ารองรับความต้องการไฟฟ้าในอนาคตแทน นิวเคลียร์ อาจก่อสร้างไม่ได้ยอมรับก็ยากขึ้น เพราะเชื้อเพลิงอื่นๆ มีข้อจำกัด ทั้งปริมาณและราคาก็สูงขึ้น"

ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรองรับการเดินเครื่องรองรับความ ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือพีค เช่น โรงไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องช่วงพีค มีความพร้อมเดินเครื่องนานขึ้นจากวันละ 4 ชั่วโมงเป็น 10 ชั่วโมง และชะลอปลดโรงไฟฟ้าเก่าบางส่วน เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 4-7 ที่ต้องปลดปี 2554-2555 โรงไฟฟ้าพลังความร้อน 2 ของบริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช