การปิดล้อมด้วยสื่อของนิวเคลียร์

กรุงเทพธุรกิจ 5 มกราคม 2554

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ได้ปรากฏภาพข่าวการโฆษณาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่าง แพร่หลายในสื่อหลายประเภททั้งสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ และการโฆษณาดังกล่าวก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

เนื้อหาของโฆษณาที่ได้เกิดขึ้น เป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการแสวงหาแหล่งพลังงาน เพื่อมาตอบสนองกับความต้องการไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย ด้วยการชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาพลังงานด้านอื่น ๆ มีข้อจำกัดในห้วงเวลาปัจจุบัน ทั้งการสร้างเขื่อน หรือการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งล้วนถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง

พร้อมกับการชี้ให้เห็นข้อดีนานัปการในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งในแง่ของการเป็นพลังงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานประเภทอื่น ๆ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต่างก็เรียงหน้าออกมาให้ ความเห็นว่าเทคโนโลยีของการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบันมีความทันสมัยและปลอดภัยมากกว่าในอดีต ซึ่งเคยทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นผลให้พลังงานปรมาณูรั่วไหลมาในบางแห่ง โดยยืนยันว่าโอกาสของการเกิดอุบัติภัยแบบที่เคยเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้น้อยมากให้ทุกวันนี้

และหากให้สอดคล้องกับยุคสมัยก็จะต้องมีการชี้ให้เห็นข้อดีประการหนึ่งว่าโรงไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นการดำเนินการที่ไม่นำไปสู่การสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อมีเหตุผลสนับสนุนมากมายขนาดนี้ จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด ที่การโฆษณาจะจบลงด้วยว่าสังคมไทยควรต้องมีการเริ่มต้นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันได้แล้ว อย่าปล่อยเวลาให้ทอดนานออกไปอีกเลย

อันที่จริงประเด็นเรื่องพลังงานนิวเคลียร์เป็นข้อถกเถียงที่มีอยู่อย่างกว้างขวาง ทั้งจากฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน เช่น การโต้แย้งเรื่องต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์ที่มักอ้างกันว่ามีราคาถูกกว่า พลังงานชนิดอื่นว่าได้รวมเอาต้นทุนทุกประเภทเข้าไปด้วยหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำจัดกากนิวเคลียร์ที่ยังไม่มีวิธีการจัดการที่มี ประสิทธิภาพเกิดขึ้น หรือในด้านของความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่ามีอยู่มากน้อยขนาดไหน รวมทั้งการพยายามแสวงหาทางเลือกอื่นๆ อันเป็นแหล่งพลังงานที่มีความปลอดภัยมากกว่าการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานประเภทนี้ เป็นต้น

ซึ่งความเห็นที่ไม่ลงรอยกันนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในสังคมไทย แต่เป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในแทบทุกสังคม ที่ต้องการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฉะนั้น การมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นได้ในทุกแห่ง

แต่ในสังคมไทยกลับกลายเป็นภาวการณ์ที่แปลกประหลาด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับดำเนินการโฆษณา ถึงผลด้านบวกแต่เพียงประการเดียวของโครงการ โดยไม่มีการตระหนักถึงข้อจำกัดและปัญหาที่อาจติดตามมาจากการดำเนินโครงการ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ความพยายามในการซื้อสื่อโฆษณาทางด้านสื่อมวลชน นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ตำตา

ทำราวกับว่าผู้คนที่คัดค้านพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกเป็นพวกด้อยปัญญาที่ไม่รู้จักพลังงานประเภทนี้แล้วก็ออกมาต่อต้าน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ไขปัญหาพลังงานเป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ที่จะต้องดำเนินการและจัดเตรียมพร้อมเอาไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดต้องจบลงด้วยการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สถานะของกระทรวงพลังงานหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ได้เป็นเซลส์แมนขายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะต้องผลักดันให้เกิดการสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อกินค่าคอมมิชชั่น

มีทางเลือกในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานอยู่อย่างมากมาย ถ้าบังเอิญไม่ปิดตาแล้วชี้เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นคำตอบสุดท้าย หลายประเทศในยุโรปให้ความสำคัญและการลงทุนกับการพัฒนาพลังงานจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม โดยเฉพาะกับการเปิดโอกาสให้หน่วยย่อย ๆ ในสังคมสามารถที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้า และส่งกลับมาขายในระบบได้ จำนวนพลังงานไฟฟ้าในหลายประเทศขยับสูงขึ้นไปกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตและมีอนาคตที่ดีต่อการใช้พลังงานประเภทนี้

แน่นอนว่า ในสังคมไทยยังยากที่จะพัฒนาพลังงานทางเลือกให้อยู่ในระดับที่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการไม่ปรับตัวของหน่วยงานรัฐในการสร้างมาตรการจูงใจ หรือรองรับพลังงานจากธรรมชาติ จะทำอย่างไรให้เกิดระบบพลังงานที่สามารถรับเอาพลังงานทางเลือกเข้ามาอยู่ในระบบได้พร้อมกับการสร้างแรงจูงใจด้านภาษี ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ต้องถูกสร้างขึ้น หากมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังงานทางเลือกให้สามารถเงยหน้าอ้าปากได้

สามารถกล่าวได้ว่าความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนที่สำคัญไม่ใช่เป็นเรื่องของความไม่รู้และความไม่เข้าใจ หากแต่เป็นทัศนะหรือแนวทางในการพัฒนาและการมองถึงทางเลือกที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับผู้คนในสังคม

ทางที่ดีที่สุดในกรณีความขัดแย้งเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ คือ การหันกลับมารับฟังความเห็นที่แตกต่างและเปิดโอกาสให้มีโต้แย้ง รวมถึงการเสนอแนวทางในการเผชิญหน้ากับปัญหา ซึ่งมีความเป็นไปได้อีกหลายทาง

การดึงดันโหมโฆษณาด้วยสื่อของหน่วยงานที่รับผิดชอบจะไม่ได้เป็นผลดีแต่อย่างใดเลย นอกจากจะไม่ช่วยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถกเถียงอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ยังเป็นการปิดตาของสังคมไม่ให้เห็นทางเลือกอื่นๆ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์กับผู้ใดเลยยกเว้นกับบริษัทที่รับจ้างสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น