นักวิชาการแนะรัฐชูพลังงานหมุนเวียน แทนเดินหน้า 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์'

กรุงเทพธุรกิจ 1 กุมภาพันธ์ 2554

สรัญญา ทองทับ

"การเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยคงไม่ง่ายนัก เพราะประชาชนยังไม่ยอมรับ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับทางเลือกอื่นที่ทำได้จริง"

การเดินหน้าตามแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย พ.ศ.2553 - 2573 หรือ PDP 2010 ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ อาจมีข้อสะดุด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะยังไม่สามารถฝ่าแรงต้านจากประชาชนในพื้นที่ได้

นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวทางการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่า ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีข้อดีจริงหรือไม่ โดยในส่วนของต้นทุนรวมที่ระบุว่าต่ำกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่นนั้น หากพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันจะเห็นว่าในหลายประเทศประสบปัญหาต้นทุนค่าก่อ สร้างโรงไฟฟ้าสูงกว่าที่วางแผนไว้กว่า 50% เช่น ฟินแลนด์มีต้นทุนเพิ่มเป็น 4.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 3 พันล้านดอลลาร์ เพราะข้อจำกัดของผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนการกำจัดกากนิวเคลียร์ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงความพร้อมในการ ปฏิบัติงาน ซึ่งมีคำถามมาโดยตลอดว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใดในการดำเนินการและควบคุม ระบบ รวมทั้งความพร้อมในการดูแลระยะยาวด้วย โดยเฉพาะการตรวจเช็คระดับกัมมันตภาพรังสีไม่ให้กระทบต่อประชาชน ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนประเด็นที่ยังเป็นคำถามคือ การยอมรับจากประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย เห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 44,815 ชุดของ กฟผ. ซึ่งพบว่า 64% เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย แต่ 59% ไม่เห็นด้วยหากจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดของตนเอง

"ความกังวลที่แท้จริง อาจไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ เพราะแต่ละโรงไฟฟ้าต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ที่กังวลคือการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งหลายประเทศต่างประสบปัญหานี้" นายเดชรัต กล่าว

ทั้งนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และให้ความสำคัญต่อทางเลือกที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และพลังงานหมุนเวียน โดยเชื่อว่าในช่วง 20 ปีของการดำเนินตามแผน PDP 2010 ต้นทุนของพลังงานจะมีแนวโน้มลดลง และจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในทุกด้าน

ส่วนด้านของความมั่นคงนั้นยังมีคำถามอยู่เช่น กัน เพราะแม้จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ยังต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงอื่นสำรองคู่ขนานกันไปด้วย เช่น ก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ไม่ได้เป็นข้อจำกัด และยังเสริมระบบกันได้เป็นอย่างดี เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการในช่วงที่มีแสงอาทิตย์ สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้ ซึ่งรัฐบาลควรวางแผน เพื่อทำให้การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดำเนินการได้จริงในทาง ปฏิบัติ

สำหรับประเด็นการประหยัดพลังงานนั้น กระทรวงพลังงานยังไม่ได้นำมาบรรจุในแผน PDP 2010 ทั้งหมด เพราะยังไม่ได้นำผลของการประหยัดหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากการ ดำเนินโครงการต่างๆ มาคำนวณ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเปลี่ยนหลอดผอม รวมถึงผลการประหยัดพลังงานในอาคารต่างๆ และโครงการผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อนน้ำเย็นใช้ภายในอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะเกิดการประหยัดพลังงานกว่า 30% และจะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบลดลง

ส่วนของการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อ หน่วยการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ในระดับต่ำนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ต้องเทียบกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงอื่นที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำ ด้วย เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน

"การเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย คงไม่ง่ายนัก เพราะประชาชนยังไม่ยอมรับ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมาย รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับทางเลือกอื่นที่ปฏิบัติได้จริง ซึ่งหากไม่ได้รับการยอมรับ จะไม่สามารถปฏิบัติให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญได้ และในทางการเมืองแล้ว เชื่อว่าอย่างน้อยก่อนการเลือกตั้ง จะไม่มีการตัดสินใจเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แน่นอน" นายเดชรัต กล่าว