เมิน"นิวเคลียร์"ค่าไฟพุ่งแน่ ! กฟผ.อ้างต้นทุนต่ำสุด-5จว.เจอแจ็กพอตเสนอเป็นพื้นที่ตั้งรง.ไฟฟ้า

ประชาชาติธุรกิจ 19 มีนาคม 2554 

กรณีโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะระเบิดกดดันโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไทย หลัง "ไอเออีเอ" ประเมินเบื้องต้นชี้ชัด แผนรักษาความปลอดภัยของกระทรวงพลังงานไม่ผ่านเกณฑ์พิจารณา 3 ขั้น เผย 5 จังหวัด "ชุมพร-นครสวรรค์-อุบลราชธานี-จันทบุรี-ตราด" แจ็กพอตถูกเสนอให้เป็นสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าโดยคนในพื้นที่ไม่รู้เรื่อง ด้าน กฟผ.วิ่งวุ่นชี้ถ้าไม่เอานิวเคลียร์ค่าไฟฟ้าพุ่งแน่

การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ ตามมาด้วยคลื่นสึมามิพัดถล่มบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และตามมาด้วยการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีโครงการที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 2 โรงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในระหว่างปี 2563-2564

ทั้งนี้ กฟผ.ได้บรรจุโครงการณ์ ดังกล่าวในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ 2553-2573 (PDP 2010) ฉบับล่าสุด กำหนดที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 1,000 เมกะวัตต์ (MW) จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กฟผ. เครื่องที่ 1 ในเดือนมกราคม 2563 กับการผลิตกระแสไฟฟ้าอีก 1,000 MW จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กฟผ.เครื่องที่ 2 ในเดือนมกราคม 2564 หรือประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นภายในประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า

ล่าสุดมีรายงานเข้ามาว่า สำนักงานทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้ประเมินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยเบื้องต้นออกมาแล้วว่า "ไทยยังไม่มีความพร้อมอย่างเพียงพอ" โดยประเด็นนี้ กระทรวงพลังงานอ้างว่า เกิดจากยังไม่มีโครงสร้างการกำกับดูแลโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ที่ชัดเจน และประชาชนไม่ยอมรับ

นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่าอยู่ที่การตัดสินใจของกระทรวงพลังงาน แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯมี 2 หน่วยงาน คือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ดูแลเรื่องความปลอดภัยและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อยู่แล้ว หากตัดสินใจจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 หน่วยงานดังกล่าวจะเข้ามาดูเรื่องความปลอดภัยอย่างรอบคอบ

"เมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุรังสีโคบอลต์-60 ที่ จ.สมุทรปราการ แล้วดูผลกระทบเรื่องความมั่นใจ ว่ามีอะไรบ้าง ผมคิดว่า นั่นคือคำตอบที่ดีที่สุด ว่าขณะนี้เรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ถ้ารัฐบาลตัดสินใจว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พวกผมก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด"

IAEA ตีนิวเคลียร์ไทยไม่ปลอดภัย

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการประสานงานเพื่อเตรียมการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแผนเตรียมความพร้อมเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทย "ไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น" ของทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA เป็นเพราะแผนรักษาความปลอดภัยที่ กระทรวงพลังงานนำไปแก้ไขยังไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานที่ IAEA กำหนด ซึ่งในประเด็นนี้ IAEA ถือเป็นเรื่อง "สำคัญที่สุด" ของการพิจารณาว่าประเทศนั้นๆ จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้หรือไม่

โดยเนื้อหาที่กระทรวงพลังงานเสนอไปนั้น ไม่มีแผนรองรับในเรื่องของความปลอดภัยทั้ง 3 ช่วงอย่างครบถ้วน คือช่วงก่อนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ช่วงระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และช่วงหลังการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จ

"ปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ซึ่งเกิดระเบิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ถามว่าจะส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจต่อแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยหรือไม่ ผมมองว่า บ้านเรายังมีโอกาส เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ก้าวหน้าไปมาก เป็นนิวเคลียร์ยุค 3+4 ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ เป็นนิวเคลียร์ยุค 2 ซึ่งเป็นนิวเคลียร์ยุคเก่า"
อย่างไรก็ตาม การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้คณะทำงาน ภายใต้คณะกรรมการต้องนำปัจจัยดังกล่าวมาพิจารณาด้วย โดยพื้นที่เสี่ยงที่เคยเกิดสึนามิในประเทศไทย แนวเลื่อนแผ่นดินไหวในภาคตะวันตกและภาคเหนือจะต้องตัดออกไป จนได้ข้อสรุปล่าสุดใน 5 จังหวัด ได้แก่ชุมพร, นครสวรรค์, อุบลราชธานี, ตราด และจันทบุรี แต่ยังไม่เผยแพร่ข้อมูลนี้ออกไป

กฟผ.วิ่งวุ่นหาไฟเสริม 2,000 MW

แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า หากไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าสู่ระบบในระหว่างปี 2563-2564 จะส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบของประเทศ หายไป 2,000 MW (ตารางประกอบ) ประกอบกับ 2 ปีนี้จะมีการปลดโรงไฟฟ้าออกจากระบบเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2563 จะมีการปลดโรงไฟฟ้าพระนครใต้ชุดที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 316 MW, โรงไฟฟ้าน้ำพอง 325 MW, โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอยี่ 730 MW,โรงไฟฟ้า SPP 168 MW ส่วนปี 2564 จะมีการปลดโรงไฟฟ้า SPP เพิ่มเติมอีก

"โรงไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบ เหล่านี้ครบอายุการใช้งานแล้ว การปรับปรุงเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ จะทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นจนไม่คุ้ม ปัญหาก็คือ หากเราไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามาทดแทนถึง 2,000 MW ได้จากที่ไหน เพราะการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่า ต้องไม่เกิน 25% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ประกอบกับในปี 2564 จะมีการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวอีก 600 MW เข้ามาอยู่แล้ว"

ส่วนข้อเสนอที่ว่า ทำไมไม่เพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเข้ามาในระบบให้มากขึ้นนั้น แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าภาคเอกชนเปิดเผยว่า เป็นเพราะต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในปัจจุบันยังสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงประเภทอื่น

ยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์มีต้นทุน/หน่วยประมาณ 12.50 บาท/ KWh, โรงไฟฟ้าพลังลม 5.20 บาท/ KWh, โรงไฟฟ้าขยะ ระหว่าง 3-5 บาท/KWh, โรงไฟฟ้าชีวมวล ระหว่าง 3-3.50 บาท/KWh ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยอยู่ที่ 2.79 บาท/KWh, โรงไฟฟ้าถ่านหิน 2.94 บาท/KWh, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Gas Existing) 3.96 บาท/KWh, โรงไฟฟ้าพลังงานร้อนร่วม (Marginal Gas) 4.34 บาท/KWh และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 13.65 บาท/KWh

"หากไม่สามารถเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ในช่วงปี 2563 กฟผ.มีแผนรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น คือในแผน PDP 2010 มีแผนสำรอง ได้แก่การเพิ่มโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทน แต่การจะพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่ง่าย ยังคงต้องสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่องต่อไป ที่สำคัญ การหันไปใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน จะมีต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าต่อหน่วยสูงขึ้น ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งจะต้องปรับสูงขึ้นแน่นอน"

NGO ชี้สำรองไฟยังสูง

ขณะที่นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดระเบิดขึ้นในญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มี "ความเสี่ยงสูงมาก" หากว่าจะต้องก่อสร้างขึ้นในประเทศไทย

ตอนนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบในขณะนี้กำลังสร้างกระแสให้เห็นว่า หากไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย โดยเฉพาะต่อปริมาณไฟฟ้าของประเทศ และการกล่าวอ้างถึงการไม่ควรผูกติดกับการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ปริมาณสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ขณะนี้อาจจะเหลือสูงถึงร้อยละ 30 ด้วยซ้ำไป และจากการประเมินเบื้องต้นเรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของปีนี้ คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าปี 2553 ที่เคยอยู่ 24,000 เมกะวัตต์ แน่นอน ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศอยู่ที่มากกว่า 30,000 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ยังคงมีทางเลือกพลังงานอื่นๆ อีก เช่น นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เข้ามาเสริม รวมถึงพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น โรงไฟฟ้าแบบ Cogeneration พลังงานแสงอาทิตย์