เปิดยุทธการ 'ลึกแต่ไม่ลับ' นำ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์' สู่ 'ชุมชน'

ASTVผู้จัดการรายวัน 22 มีนาคม 2554

ถ้าหากไม่เกิดเหตุการณ์เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิด ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ที่ประเทศญี่ปุ่นและส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามมามากมาย แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยก็คงจะเดินหน้าต่อไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010)
      
       ในปี พ.ศ. 2519 รัฐบาลได้อนุมัติ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แต่ได้มีการคัดค้านจากประชาชน ทำให้รัฐบาลตัดสินใจ ล้มเลิกโครงการไปในที่สุด
      
       แต่ยังไม่จบเท่านั้น เพราะคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้บรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าโดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2563-2564 รวมกำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ หรือจะเท่ากับปริมาณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 โรง ในระยะเวลาการก่อสร้างต่อโรงอยู่ที่ประมาณ 6-7 ปี
      
       กำหนดเดิมคาดว่า ไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้ในปี 2563 ซึ่งหากตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวนี้ก็ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล และต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
      
       และเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น จนทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะเจ้าภาพก็เป็นอันต้องกลับไปทบทวนการก่อสร้างและคาดว่าจะมีการเลื่อนเวลาก่อสร้างออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งระหว่างนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต ไปดูวิธีการเข้าหาชุมชนกันว่าใช้วิธีการไหนสร้างความเข้าใจร่วมกันบ้าง
      
       ทำความเข้าใจกับคนพื้นที่
      
       จังหวัดสุราษฎร์ธานี, จังหวัดชุมพร, จังหวัดตราด. อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าฯ ซึ่งแน่นอนว่าคนในชุมชนนั้นๆ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้านเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้เองจึงจำเป็นต้องมีการเข้าไปให้ความรู้และทำความเข้าใจถึงคุณประโยชน์ของมันว่าเป็นอย่างไร
      
       สุพิณ ปัญญามาก ผู้เชี่ยวชาญสํานักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เล่าถึงวิธีการเข้าถึงคนในพื้นที่ว่า เน้นการให้ความรู้แบบวงกว้าง เช่น จัดสัมมนา อมรมตามจังหวัดต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการสร้าง เช่น ลำปาง ขอนแก่น จันทบุรี หรือนครศรีธรรมราช รวมถึงการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางทีวี วิทยุ
      
       ส่วนคนในพื้นที่ ทางสำนักฯ ได้ร่วมกับ กฟผ. มีหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจ มีการสร้างมวลชนผ่านการคุยกับชาวบ้าน ให้ความรู้ความเข้าใจอย่างเต็มที่
      
       “เราเข้าไปบอกเขาว่าพื้นที่นี้เหมาะสมจะสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ ทำไมเราถึงมาศึกษาที่นี่ ขอเจาะ (พื้นดิน) ได้ไหม โดยเราก็ต้องอธิบายว่าที่ทำแบบนี้ เพราะอยากจะรู้ว่าพื้นที่ธรณีวิทยามันแข็งแรงพอจะสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ แล้วก็ดูความคิดเห็นของชาวบ้านว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งปัญหาก็คือบางทีชาวบ้านสนับสนุนก็สนับสนุนแต่พื้นที่มันไม่เหมาะ เพราะเจาะลงไปไม่มีหิน หรือบางแห่งเหมาะแต่ชาวบ้านบางส่วนคัดค้าน หรือไม่ก็น้ำไม่พอ เราก็ต้องศึกษาหลายๆ ด้าน โดยพื้นที่ 5 แห่งนี้ถือว่ามีคุณสมบัติเกือบครบถ้วน แต่เราอยากได้มากที่สุดก็คือพื้นที่ชายทะเล เพราะน้ำมันมาก แต่สภาพธรณีวิทยา พอเจาะลงไปมีแต่ทราย มีแต่โคลน ซึ่งมันสร้างไม่ได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มันหนัก ต้องวางอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแรง"
      
       จากการพูดคุย ตอบคำถามและข้อสงสัยที่มีมากมายระหว่างสำนักฯ กับประชาชนในพื้นที่ ก็พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการพอสมควร แต่มักจะกลัวไปก่อน เนื่องจากการสื่อสารในภาคส่วนอื่นๆ ที่ออกมา มักพูดถึงแต่ในเชิงลบของพลังงานชนิดนี้เท่านั้น
      
       "ผมว่าเขาเข้าใจว่าอนาคตพลังงานที่จะใช้ผลิตไฟฟ้ามันก็น้อยลง ซึ่งเขาก็ถามว่ามีอย่างอื่นไหม อย่างถ่านหินไง ซึ่งมันก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ก็คุยกันอย่างนี้ ไม่ได้ต่อต้าน หรือพลังงานทางเลือกอย่างอื่นมันก็มี แต่ว่าความมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง เราจะเอาอะไรมาเป็นตัวนั้นล่ะ อย่างพลังงานแสงแดด ช่วงไหนมันมาก็โอเค แล้วเราก็เชิญผู้นำกลุ่มชาวบ้าน และข้าราชการสื่อมวลชนต่างจังหวัดไปดูงานที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีนว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ให้เห็นหลายๆ ด้าน คุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ไม่เป็นไร"
      
       วิถีทางการเข้าหาชุมชน
      
       เสียงสะท้อนอันแผ่วเบาของชุมชนที่ได้ยินข่าวมาหนาหูว่า 'โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์' อาจจะถูกสร้างในเขตจังหวัดของตนและใกล้เคียง ก็มีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและคัดค้าน และกลวิธีที่ กฟผ. ใช้ทำความเข้าใจของคนในพื้นที่ที่หมายตาไว้ หากจะประมวลได้คร่าวๆ จากการสอบถามคนในพื้นที่ ทั้งผู้ที่สนับสนุนและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีดังนี้
      
       -ใช้การเข้าหาผู้นำท้องถิ่น-นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ด้วยการพาไปดูงานและจัดอบรมเป็นระยะ
       -การจัดเวทีเพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวกแก่ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเน้นการให้ข้อมูลด้านบวกเป็นหลัก
       -หรือไม่ก็ไม่มีการให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น
       -การชักจูงด้วยผลตอบแทน
       -การสำรวจพื้นที่แบบปิดลับ เช่น แจ้งว่าเป็นการดำเนินการเรื่องอื่น แต่แท้จริงแล้วคือการสำรวจพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นต้น
       -การข่มขู่คุกคาม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าของชาวบ้าน และไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันได้ว่า กฟผ. เป็นผู้ทำ
      
       “คือรัฐบาลหรือ กฟผ. เขาเร่งมากนะ ที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้ แต่ดวงเขาซวยที่เกิดเหตุที่ญี่ปุ่นก่อน” เป็นความโชคร้ายของภาครัฐที่ ชัยพงศ์ เมืองด้วง ชาวบ้านอำเภอสิชล นครศรีธรรมราช รู้สึก
      
       ใช่, เหตุการณ์เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดที่ญี่ปุ่น ยิ่งทำให้ผู้คนตื่นตัวถึงพิษภัยที่คาดการณ์ไม่ได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ยากอยู่แล้วก็ยิ่งยากหนักทบทวี แต่ความพยายามของ กฟผ. ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
      
       ประหวี จันพิรักษ์ ชาวบ้านตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกระบุว่าจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เล่าว่า
       “เขาจะมีกระบวนการการให้ข้อมูลและอบรมพวกอาสาสมัครและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยอาศัยนายอำเภอ และยังมีการให้ข้อมูลช่วงการประชุมประจำเดือน การให้ข้อมูลของ กฟผ. เขาจะให้ข้อมูลด้านบวกเพียงอย่างเดียว ด้านไม่ดีเขาจะไม่พูด
      
       “แล้วยังมีข่าวลือด้วยว่า ถ้าเขาได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เขาจะให้ครอบครัวละ 1 ล้านบ้าง 5 ล้านบาท แต่ข่าวที่ไม่ลือคือคำพูดของท่านนายอำเภอเองในที่ประชุมประจำเดือนบอกว่า ถ้าได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าจะมีเงินกองทุนให้รอบโรงไฟฟ้าปีละ 30 ล้าน”
      
       ส่วนหนึ่งของคนในพื้นที่
      
       กลวิธีเหล่านี้จะจริงเท็จแค่ไหน คำพูดของ ธวัตชัย หอมทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำเขื่อนแก้ว คงเป็นการยืนยันได้บางส่วน ซึ่งโดยส่วนตัวเขาเห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัย โดยข้อมูลที่มาสนับสนุนความเชื่อของเขาก็มาจาก กฟผ. ที่จัดอบรม และพาไปศึกษาดูงานอยู่เรื่อยๆ ซึ่งมีการเชิญผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ไปเข้าร่วม
      
       “ความรู้สึกคือมันไม่น่ากลัวจนเกินไป และบ้านเรา อนาคตการพัฒนาก็น่าจะต้องเดินหน้าไป ส่วนข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พูดตรงๆ ว่าเขายังไม่ให้ในส่วนนี้ โดยส่วนตัวผม ถ้าบอกว่าจะให้ดูงาน น่าจะให้ไปดูของจริงเลยดีกว่า และก็ดูผลกระทบจริงๆ ดูประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น”
      
       ในด้านการทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ธวัตชัย บอกว่า ยังไม่มีกระบวนการชัดเจน เขาใช้วิธีแบบไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยกันในวงถึงผลดี-ผลเสีย และความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ส่วนความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน เขาบอกว่าเรื่องแบบนี้มันต้องมีแน่นอนยามที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพียงแต่ยังไม่มีความขัดแย้งรุนแรงเป็นรูปธรรม
      
       “สมมติว่าถ้าชาวบ้านยังไงๆ ก็ไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ต้องเข้าใจและยอมรับ เมื่อเราทำความเข้าใจถึงที่สุดแล้ว ถ้าชาวบ้านยังไม่เอา เราก็ต้องยอมรับ”
      
       อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ใดๆ ในพื้นที่
      
       ไม่เอา! โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      
       ข้ามฟากประเทศไปยังนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีข่าวลือการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งบริบทพื้นที่ค่อนข้างแตกต่างจากภาคอีสาน เนื่องจากภาคประชาสังคมเมืองคอนมีความเข้มแข็งและมีการรวมตัวคัดค้านนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ก่อนแล้ว
       อีกทั้งยังมีการจับมือเป็นเครือข่ายทั้งภาคใต้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นระยะ และมีการสนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการจากนักวิชาการในพื้นที่ (ที่อุบลฯ ก็เช่นกัน) ทำให้การเข้ามาของ กฟผ. ยากเย็นกว่า ถึงกระนั้นรูปแบบก็คล้ายคลึงกันกับพื้นที่อื่นๆ
      
       “กฟผ. จะเอาเงินมาจัดเวทีเพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวกก่อน เพื่อจะนำไปสู่การจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่เขาจะไม่ลงตูมเดียว จะค่อยๆ แทรกซึม พอเรารู้ทัน กฟผ. ก็พลิกแพลง ชาวบ้านก็ต้องเรียนรู้ ผมคิดว่าไม่มีนะที่ชาวบ้านจะไปขับไล่ ถ้าเขาเปิดหน้ามาแบบแฟร์ๆ ไม่มีปัญหาหรอก แต่เขาเข้าไปหา อบต. เขาจะไปหยั่งเชิงผู้นำท้องถิ่นก่อน เพราะถือว่ากุมอำนาจส่วนหนึ่ง
      
       “คนที่นี่ไม่เอาหรอกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวมีสมาคมท่องเที่ยวของขนอม เขาไม่เอาอยู่แล้ว พื้นที่สิชลก็แน่นอน ไม่เอา เพราะเขาค้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาก่อน” ชัยพงศ์ กล่าว และปิดท้ายอย่างน่าสนใจว่า
      
       “ผมว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐจะมานั่งเทียนเองไม่ได้ จะมองว่าชาวบ้านไม่มีความรู้ จะกำหนดจากข้างบนอย่างเดียว นโยบายมันไม่ได้ไปจากฐานราก พอลงมาแล้วมันไม่ตอบโจทย์ชุมชน มันก็จะสร้างความแตกแยกในสังคมเรื่อยๆ อย่างแผนพีดีพี 2010 วางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ตั้งเท่าไหร่ อยู่ๆ จะมายัดเยียดให้ ชาวบ้านจะยอมเหรอ”
      
       ….
       ท้ายที่สุดแล้วโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็ต้องหาคำตอบกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องคำนึงถึงส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างความปลอดภัย ความคุ้มค่า และที่ขาดไม่ได้คือการยอมรับของประชาชนเองด้วย...
       …....