เอ็นจีโอต้านลงนามซื้อไฟฟ้าลาวหวั่นหมกเม็ดซ้ำรอยสัญญาค่าโง่

ผู้จัดการ 5 กุมภาพันธ์ 2545

“กป.อพช.”หัวหอกเอ็นจีโอไทยยื่นหนังสือถึงสำนักนายกฯคัดค้านการลงนามสัญญาเบื้องต้นการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 ของลาววันนี้ ระบุไม่โปร่งใสหลายประเด็น หวั่นซ้ำรอยสัญญา“ค่าโง่” ตั้งคำถามซื้อกระแสไฟจากลาวสอดคล้องหรือไม่กับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องเปิดเผยรายละเอียดสัญญาทั้งหมด     

      นายเดช พุ่มคชา ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้ทำหนังสือลงวันที่ 4 ก.พ. 2545 ถึงนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านการลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (5 ก.พ.2545)


       หนังสือดังกล่าวระบุว่า ไม่เห็นชอบเป็นอย่างยิ่ง ในการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ได้เร่งรัดให้มีการลงนามในสัญญาเบื้องต้น (Initial agreement) ในการซื้อไฟฟ้าจากเขืื่อนน้ำเทิน 2 ประเทศลาวในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 โดยปราศจากความสนใจแก่ข้อทักท้วงและประเด็นปัญหาทั้งหลายของโครงการ ที่สำคัญที่สุด เป็นการวางแผนการลงนามที่ปราศจากความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อการพิจารณาเหตุผลโดยที่สาธารณชนไม่มีส่วนรับรู้ และเป็นสิ่งที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิงกับที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเสนอให้เลื่อนการลงนามในสัญญามาแล้วครั้งหนึ่ง กป.อพช.เคยส่งจดหมายลงวันที่ 16 มกราคม2545 แสดงความชื่นชมต่อการตัดสินใจของนายจาตุรนต์ ฉายแสง ในการเลื่อนการเซ็นสัญญาดังกล่าวออกไปโดยไม่มีกำหนด โดยเหตุผลจากสถานการณ์ไฟฟ้าสำรองจำนวนมากเกินไปในประเทศ จึงต้องการการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว


       หนังสือดังกล่าวระบุอีกว่า การรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 ในประเทศลาว ยังไม่มีความโปร่งใสต่อสาธารณชน ทั้งในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีความสับสน ในประเด็นความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในฐานะผู้ซื้อแต่เพีียงผู้เดียว ไม่มีการเสนอผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนมาใช้ระบบตลาดซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool) ที่กำหนดไว้ในปีหน้า และขาดความโปร่งใส ในการเปรียบเทียบผลประโยชน์ของรัฐบาลและประชาชนทั้ง 2 ประเทศกับผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนผู้สร้างเขื่อน ซึ่งรวมทั้งบริษัทไฟฟ้าไทย (EGCO) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกฟผ.


       “เห็นได้ชัดเจนว่า กรณีเขื่อนน้ำเทิน 2 มีความเหมือนกับกรณีสัญญา “ค่าโง่” อื่น ๆ ที่เกิดความผิดพลาดมาแล้ว กล่าวคือ สัญญาการซื้อขายมิได้ถูกชี้แจง และเปิดเผยต่อสาธารณชนตั้งแต่เร่ิมแรก” หนังสือระบุ พร้อมกับเรียกร้องขอให้เปิดเผยสัญญาดังกล่าว และขอรับเอกสารสัญญาดังกล่าวจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 ชุด และขอเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามต่อสาธารณชน ถึงเนื้อหาของการลงนามในสัญญาดังกล่าวดังต่อไปนี้


       1. การลงนามในสัญญาเบื้องต้น (Initial agreement) มีความหมายในทางปฏิบัติเช่นไร และกระบวนการต่อเนื่องหลังจากการลงนามในสัญญานี้ จะดำเนินไปอย่างไร โดยใช้เวลาเท่าใด
       2. จุดยืนของรัฐบาลเป็นอย่างไร ในการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศสปป.ลาว และสอดคล้องหรือไม่ต่อจุดยืนในการพิจารณาและตัดสินใจต่อสถานการณ์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
       3. บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบของรัฐบาล และ กฟผ. มีเช่นไร ภายใต้สัญญานี้ และสัญญาดังกล่าว เสนอความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร
       4. ขั้นตอนใดในการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 และเขื่อนไฟฟ้าอื่น ๆ จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่สาธารณชนไทย ผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้เสียภาษี จะได้รับทราบข้อมูล และสามารถมีคำถามต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กฟผ. และ สพช.ได้


       รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการซื้อกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 นี้ รัฐบาลไทยและลาวได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ตั้งแต่ปี 2539 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องสัญญา แต่เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการอพยพย้ายประชาชนออกจากที่ราบนากายที่ตั้งของเขื่อน ซึ่งรัฐบาลลาวถูกท้วงติงจากธนาคารโลกว่าดำเนินการไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามทางลาวได้ดำเนินการแก้ไขจนได้รับการันตีจากธนาคารโลกว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชุมชน หลังจากนี้ทางการลาวจึงเร่งให้ไทยลงนามในสัญญาก่อนที่ MOU จะหมดอายุลงในวันที่ 7 ก.พ. 2545 ทั้งนี้ฝ่ายลาวได้เร่งให้ไทยลงนามในสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้า ก็เพื่อจะให้ผู้ลงทุนนำเอาสัญญาไปแสดงต่อผู้ให้กู้ ซึ่งหากไทยไม่ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 จะต้องล้มเลิกแน่นอน


       ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศสปป.ลาว ทั้งหมด ประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจความต้องการไฟฟ้าลดลงทำให้มีการชะลอการรับซื้อออกไป สำหรับความเป็นมาของโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศสปป.ลาว รัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป. ลาว ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) จำนวน 2 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2536 และวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมและให้ความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าในสปป. ลาว เพื่อจำหน่ายให้แก่ไทยจำนวนประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2549 โดยมีโครงการที่อยู่ในแผนการเจรจารับซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาวจำนวน 8 โครงการ รวมกำลังผลิต ณ จุดส่งมอบ ประมาณ 3,596 เมกะวัตต์


       ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยวารสารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 49 กรกฎาคม-กันยายน 2543 ระบุถึงการซื้อกระไฟฟ้าจากสปป.ลาวว่า ตามที่รัฐบาลไทยและสปป.ลาวได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ในการซื้อกระแสไฟฟ้าจากสปป.ลาว ปริมาณ 3,000 เมกะวัตต์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบันมีโครงการที่ได้จำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date : COD) เข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้วจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเทิน-หินบุน ขนาด 187 เมกะวัตต์ เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 โครงการห้วยเฮาะ ขนาด 126 เมกะวัตต์ เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542


       ส่วนโครงการที่ยังไม่มีการลงนาม ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 6 โครงการ ทางรัฐบาล สปป. ลาว ได้จัดลำดับความสำคัญของโครงการ ที่จะส่งมอบไฟฟ้าให้กับประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
       โครงการที่จะส่งมอบไฟฟ้าในเดือนธันวาคม 2549 จำนวน 3 โครงการ ในปริมาณ 1,600 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน 2 โครงการน้ำงึม 2 และ โครงการน้ำงึม 3


       โครงการที่จะส่งมอบไฟฟ้าภายในเดือนมีนาคม 2551 จำนวน 3 โครงการ ในปริมาณ 1,700 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการลิกไนต์หงสา โครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย และโครงการเซคามาน 1 อย่างไรก็ดี สำหรับโครงการลิกไนต์หงสา นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้ร้องขอเป็นกรณีพิเศษ ที่จะส่งมอบไฟฟ้าในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2549 ซึ่งฝ่ายไทยไม่ขัดข้อง แต่มีเงื่อนไขว่า ปริมาณไฟฟ้าที่จะรับซื้อในเดือนธันวาคม 2549 จะต้องไม่เกิน 1,600 เมกะวัตต์


       จากทั้ง 6 โครงการดังกล่าวข้างต้น โครงการแรกที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาจนได้ข้อยุติ และสามารถลงนามในบันทึกความเข้าใจรับซื้อไฟฟ้าระหว่างกลุ่มผู้ลงทุนกับ กฟผ. แล้ว คือโครงการน้ำเทิน 2 และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า


       สำหรับโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงนากาย ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 250 กิโลเมตร มีกำลังการผลิต ณ จุดส่งมอบ 920 เมกะวัตต์ ส่งมอบพลังไฟฟ้าให้ กฟผ. เฉลี่ย 5,400 ล้านหน่วยต่อปี เป็นเวลา 25 ปี กลุ่มผู้ลงทุนประกอบด้วย รัฐบาล สปป. ลาว ถือหุ้นร้อยละ 25 ส่วนอีกร้อยละ 75 ถือหุ้นโดย Nam Theun 2 Electricity Consortium (NTEC) ซึ่งประกอบด้วย Electricite de France ร้อยละ 35 Italian-Thai Development ร้อยละ 15 Transfield ร้อยละ 5 Electricity Generating Public Company Limited (EGCO) ร้อยละ 20 โดยโครงการ จะก่อสร้างสายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ (kV) เชื่อมโยงจากโรงไฟฟ้า ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูง ที่สะหวันนะเขต (ฝั่งลาว) ข้ามมายังฝั่งไทย โดยเชื่อมโยงกับระบบส่ง 500 kV ของ กฟผ. ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงร้อยเอ็ด 2


       สถานะปัจจุบันของการเจรจารับซื้อไฟฟ้าในโครงการน้ำเทิน 2 กฟผ. ได้ดำเนินการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้าและรายละเอียด ของร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการน้ำเทิน 2 ในด้านกฎหมายพาณิชย์ และเทคนิคกับกลุ่มผู้ลงทุนโครงการน้ำเทิน 2 ภายใต้นโยบายและหลักการ ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการประสานความร่วมมือพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว (คปฟ-ล.) และได้มีการลงนามใน Covering Letter ของบันทึกความเข้าใจเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำเทิน 2 ฉบับที่ได้มีการลงนามชื่อย่อข้อผูกพันเบื้องต้น (Initial) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว


       ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ กับร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการรับซื้อไฟฟ้า จากโครงการน้ำเทิน 2 ระหว่าง กฟผ.กับกลุ่มผู้ลงทุน ฯ ซึ่งในขณะนี้โครงการน้ำเทิน 2 อยู่ในระหว่างการเจรจาร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ของ กฟผ. กับกลุ่มผู้ลงทุน ฯ


       สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจ ฯ โครงการน้ำเทิน 2 มีอายุ 18 เดือน นับจากวันลงนาม (สิ้นสุด 7 กุมภาพันธ์ 2545) และได้กำหนดเป้าหมาย ในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement : PPA) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2543 โดยมีสาระสำคัญดังนี้


       อายุสัญญา 25 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้า โดยจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วง 13 ปีแรก กฟผ.จะรับประกันค่าไฟและเงื่อนไขการรับซื้อ ช่วง 12 ปีหลัง กฟผ. จะเป็นผู้เลือกว่าจะยังคงใช้เงื่อนไขการซื้อขายไฟฟ้าเดิม หรือจะให้กลุ่มผู้ลงทุนขายไฟฟ้าจากโครงการ ผ่านระบบตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool)


       สำหรับข้อตกลงเรื่องการผลิตและส่งไฟฟ้าให้ กฟผ. ในช่วง 13 ปีแรก กำลังการผลิต ณ จุดส่งมอบ 920.4 เมกะวัตต์ กลุ่มผู้ลงทุนจะต้องรับประกันจำนวนเมกะวัตต์ขั้นต่ำที่สามารถผลิตส่งให้กฟผ. เป็นรายเดือน


       อัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยคงที่ตลอดอายุสัญญา 4.219 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นเวลา 25 ปี ทั้งนี้จะยึดหลักต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ (System Avoided Cost)


       กำหนดวันแล้วเสร็จของสัญญาที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติ กำหนดวันที่ผู้ลงทุน ฯ ตกลงกับผู้ให้กู้เพื่อก่อสร้างโครงการ (Financial Close) หลังจากการลงนาม PPA นาน 18 เดือน กำหนดวันจ่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ หลังจากการลงนาม PPA 72 เดือน


       นอกจากนี้ ระหว่างที่ืพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประเทศ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 13-14 มิ.ย. 2544 ได้มีการพูดคุยกับผู้นำสปป.ลาว เรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศสปป.ลาว โดยมีแนวทางคือ จะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระบบพีพีเอ (Purchasing Power Agreement- PPA) คือ การซื้อที่ระบุราคาแน่นอน จำนวน 1,500 เมกะวัตต์ โดยโครงการต่อไปที่จะรับซื้อ คือ โครงการน้ำเทิน 2 โดยพ.ต.ท. ทักษิณได้กล่าวว่า ไทยยินดีเสียเงินซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า ประเทศที่ร่ำรวยที่ขายน้ำมันเพราะไทย-ลาวเป็นพี่เป็นน้องกัน ส่วนปริมาณการซื้อกระแสไฟฟ้า จะต้องประเมินจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพราะหากมากเกินไปจะส่งผลเสียหายต่อประเทศ แม้จะมีผลดี ทำให้เศรษฐกิจลาวแข็งแกร่งขึ้น แต่ไทยต้องไม่ช่วยเหลือในลักษณะเตี้ยอุ้มค่อม เพราะจะทำให้ไปไม่รอดทั้งสองประเทศ


       ในโอกาสเดียวกันนี้ นายสิทธิพร รัตโนภาส รองผู้ว่าฯ กฟผ. ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทผลิตไฟฟ้ามหาชน จำกัด (เอ็กโก้) ที่ได้ร่วมคณะเดินทางกับนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการโรงผลิตไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ได้ข้อยุติแล้ว หลังการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ต้อง ใช้เวลาอีก 72 เดือน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมาเมืองไทย คาดว่าจะส่งไฟฟ้าไปได้ในเดือน ธ.ค. 2550 โดยเห็นว่าการซื้อไฟฟ้า จากสปป.ลาวจะถูกกว่าผลิตในไทย เพราะ สปป.ลาว ใช้ทรัพยากรธรรมชาติผลิตขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานมาผลิตไฟฟ้า