ซื้อไฟฟ้าจากเขื่อน้ำเทิน 2 ในลาว จริงหรือ – ว่าไม่โง่?

ผู้จัดการ 12 กุมภาพันธ์ 2546

ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุของประเด็นพลังงานในประเทศ และการแฉโพย “ค่าโง่” ในโครงการขนาดใหญ่ที่ทยอยกันออกมาสู่สายตาสาธารณชน การเซ็นสัญญาเบื้องต้น การรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน2 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฝผ.) กับกลุ่มผู้ลงทุนโครงการน้ำเทิน 2 ดูเหมือนว่าจงใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้เป็นไปอย่างเงียบเชียบ และเป็นการเซ็นสัญญาที่ปราศจากการเป็นพยานของรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล

            แม้นายวิทยา คชรักษ์ ผู้ว่าฯ กฟผ. จะพูดในเชิงตอบคำถามไว้ก่อนว่า การลงนามในสัญญาจริง จะมีระดับรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายมาร่วม แต่สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวการซื้อไฟฟ้ามาเป็นระยะ จะเห็นว่าการ “วางมือ” ของตัวแทนฝ่ายรัฐบาล คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล กฟผ. โดยตรง ผู้ซึ่งเพิ่งจะออกมาประกาศเปรี้ยงอย่างกะทันหันในวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ว่าให้เลื่อนการเซ็นสัญญาน้ำเทิน 2 ออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด เป็นการวางมือโดยเหตุผลที่มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าข้อเท็จจริงที่เขาเองเป็นผู้ออกมาประกาศ ที่ว่า ประเทศไทยในขณะนี้ยังมีไฟฟ้าสำรองอยู่มาก และเกรงว่าจะไม่ “โปร่งใส” หากเร่งเซ็นสัญญา และน่าจะเป็นการจำต้องวางมือ เนื่องจากความกดดันหนักหน่วงบางประการที่ปฏิเสธไม่ได้

            ก่อนหน้าการเซ็นสัญญาในวันจันทร์ที่ผ่านมาเพียง 2 วัน นายจาตุรนต์กล่าวว่าการเซ็นสัญญาเบื้องต้นในโครงการน้ำเทิน 2 ในขณะนี้อยู่ “นอกเหนือ” จากอำนาจของเขา เนื่องจากการตกลงซื้อขายไฟฟ้า “เป็นข้อตกลงที่ทำโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ” ทำให้ยิ่ง      น่าสงสัยว่า คำพูดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่พูดกับสื่อมวลชนหลังจากการเยือนลาวเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ที่ว่าการซื้อไฟฟ้าจากลาว ต้องดูจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศอีกครั้งหนึ่ง “เพราะถ้ามากเกินไปจะส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย ต้องไม่ช่วยแบบเตี้ย      อุ้มค่อม เพราะจะทำให้เสียหายทั้งสองประเทศ” ยังเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจของรัฐบาลอยู่อีกหรือไม่

            ในสัญญาการซื้อไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปีกับบริษัทเอกชนผู้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูดและบ่อนอก กฟผ. การันตีกับบริษัทเอกชนว่า บริษัทจะมีรายได้จากโครงการหินกรูด 75,000 ล้านบาท และโครงการบ่อนอกจะได้ 40,000 ล้านบาท จากการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหิน หากแต่ว่าการเสนอโครงสร้างใหม่ ในการซื้อขายไฟด้วยระบบตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (power pool) จะทำให้รายได้ของทั้งสองโครงการหล่นวูบลงมาเหลือเพียง 35,000 และ 20,000 ล้านบาทตามลำดับ ดังนั้นหากโครงการนี้เดินหน้าสร้าง คนไทยผู้เสียภาษีและผู้จ่ายค่าไฟฟ้าทุกเดือน จะต้องรับภาระจ่ายค่าชดเชยจากจำนวนที่หายไปคือ 40,000 ล้านบาท แก่โครงการหินกรูดและอีก 20,000 ล้านบาทแก่โครงการบ่อนอก และแม้ว่าโครงการทั้งสองถูกยกเลิก ประชาชนไทยยังจะต้องรับภาระจ่ายค่าชดเชยให้บรรดาหุ้นส่วนของโครงการหินกรูดเป็นจำนวน 11,100 ล้านบาท และโครงการบ่อนอกจำนวน 7,760 ล้านบาทอยู่ดี แต่แค่ว่าการจ่ายแบบหลังไม่ต้องรวมเอาการจ่ายต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติของหินกรูดและบ่อนอกเข้าไปด้วย

            กรณีโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูดและบ่อนอกเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการเพิ่มภาระและเพิ่มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ กฟผ. กำลังทำอยู่ เงินที่ประชาชนต้องรับภาระจ่ายนี้ปรากฏอยู่ในใบเสร็จค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค ภายใต้อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ(ค่าเอฟพี) ซึ่งพบว่าในปี 2543 เพิ่มเข้าไปสูงถึง 12.3 สตางค์ต่อหน่วย และจากตัวเลขของ กฟผ. เองในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่แผนพัฒนากำลังการผลิตของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) เสนอจำนวนไฟฟ้าสำรองไว้ที่ร้อยละ 25 และจากการศึกษาของบริษัทไพรซ์ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ (Price Waterhouse Coopers) ได้เสนอ สพช.ว่าสามารถปรับจำนวนไฟฟ้าสำรองของประเทศให้เหลือเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น

            ประมวลจากสถานการณ์ปัจจุบัน จึงดูเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นใดเลย ที่ประชาชนไทยจะต้องเห็นด้วยกับการเร่งตกลงซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนใหญ่มูลค่า 60,000 ล้านบาทจากกลุ่มบริษัทสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ในลาวอีก แม้ กฟผ. ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ซื้อเพียงผู้เดียวจากโครงการนี้ จะอ้างว่าไฟฟ้าที่จะซื้อจากลาวเป็นไฟฟ้าราคาถูก และเป็นการซื้อที่ “ไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลย” ดังเช่นที่นายวิทยา คชรักษ์ ผู้ว่าฯ กฟผ. กล่าวอ้างและยืนยันด้วยวาทะเดิม ๆ ว่า การเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจำนวนมากถึง 920 เมกะวัตต์นี้ “เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ”

            กฟผ. คงอยู่ในฐานะ “ไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลย” ดังที่นายวิทยาอ้าง เพราะ กฟผ. มีประชาชนผู้เสียภาษี(ที่ กฟผ.มักเรียกว่า “ผู้ใช้ไฟ”) เป็นฐานรองรับ และคอยจ่ายค่าชดใช้ให้กับการตัดสินใจต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้และอันที่จริง กฟผ. มิได้มีฐานะเป็นแค่เพียงผู้ซื้อ แต่ยังเป็น “ผู้ขาย” อีกด้วย เนื่องจากบริษัทผลิตไฟฟ้ามหาชน(EGCO) ซึ่งเป็นบริษัทที่ กฟผ.ก่อตั้งขึ้น ถือหุ้น 25% ในกลุ่มผู้ลงทุนสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 นอกจากนั้น ก็มีรัฐบาลลาวถือหุ้น 25% บริษัทไฟฟ้าฝรั่งเศส 35% และบริษัทอิตาเลียนไทยถือหุ้นอีก 15%

            เขื่อนน้ำเทิน 2 สร้างโดยใช้ระบบที่เรียกว่า BOOT คือระบบสร้าง-เป็นเจ้าของ-ดำเนินการและถ่ายโอน(Build-Own-Operate-Transfer) ซึ่งบริษัทผู้ลงทุน จะรับผลประโยชน์ในการขายไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปีก่อนที่จะมอบโอนให้รัฐบาลลาว สำหรับบริษัทเอกชนแล้ว นอกเหนือจากการได้รับผลประโยชน์จากการรับประกันการซื้อจาก กฟผ.แล้ว ยังรอคอยการับประกัน “ความเสี่ยง” ในการลงทุนจากธนาคารโลก ซึ่งจะสามารถพิจารณาการออกมารับประกันได้ ก็ต่อเมื่อการเซ็นสัญญารับซื้อเสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้นจะเห็นได้ชัดว่า บริษัทเอกชนเหล่านี้ จะเป็นผู้ได้รับความเสี่ยงน้อยที่สุดอยู่เสมอและในกรณีเขื่อนน้ำเทิน 2 ดูเหมือนว่าความเสี่ยงของบริษัทจะยิ่งน้อยลงไปอีกหากนับเอาผลประโยชน์อื่น ๆ ที่บริษัทจะได้รับแต่ต้นมือ เช่น บริษัทอิตาเลียนไทย นอกจากเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ลงทุนแล้ว ยังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสิ่งก่อสร้างบนผิวดินของเขื่อนด้วยบริษัทจึงจะได้รับผลประโยชน์อีกเป็นทบทวี ตั้งแต่เขื่อนยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำไป

            นับตั้งแต่การเสนอให้สร้างเขื่อนใหญ่เขื่อนนี้มาเป็นเวลานับสิบปี โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นโครงการที่ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้งหลายครา ในการศึกษาผลกระทบในด้านต่าง ๆ ทางธนาคารโลกเอง ก็ยังมิได้ยอมรับผลการศึกษา ทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมของโครงการ ที่มีความอ่อนด้อยอยู่หลายประการ รวมทั้งการที่ไทยต้องปรับแผนคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าใหม่หลังวิกฤตเศรษฐกิจและราคาที่ไทยเสนอต่ำจนไม่คุ้มทุนสร้างทำให้โครงการน้ำเทิน 2 ได้ชื่อว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงยิ่งต่อทั้ง 2 ประเทศ ทั้งยังเป็นโครงการที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง การที่กฟผ.และกลุ่มผู้สร้าง อ้างว่าธนาคารโลกจะการันตีให้โครงการดังกล่าว จึงเป็นข้อที่อ้างไปก่อนล่วงหน้า และแท้ที่จริงแล้ว สำหรับกลุ่มบริษัทผู้สร้าง การเร่งให้มีการเซ็นสัญญาซื้อไฟต่างหาก คือภารกิจเร่งด่วนเพื่อจะสามารถต่อยอดไปให้ถึงการพิจารณาของธนาคารโลกต่อไป

            เขื่อนน้ำเทิน 2 ขนาด 1,080 เมกะวัตต์ จะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาด 450 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ที่เรียกว่าที่เขตราบสูงนากาย ในแขวงคำม่วนของประเทศสปป.ลาว เป็นเขตที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าในทางนิเวศวิทยาสูง ยิ่งมีการพบสัตว์ป่าชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกที่เรียกว่า”เซาลา” ในเขตนี้ แต่ทว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มีการทำไม้ออกจากที่ราบสูงนากายในอัตราเฉลี่ยปีละ 100,000 ถึง 150,000 ลูกบาศก์เมตรเพื่อ “รอ” การสร้างเขื่อนนอกจากนั้น การสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ยังทำให้เกิดการย้ายประชาชนมากกว่า 5,000 คน รวมทั้งชาวบ้านชนเผ่าดั้งเดิมในกลุ่ม “ลาวเทิง” ซึ่งเป็นกลุ่มชนเผ่าที่พบว่าตั้งถิ่นฐานอยู่เฉพาะในเขตดังกล่าว และมีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อการดับสูญของเผ่าพันธุ์ หากต้องถูกให้โยกย้ายจากถิ่นที่อยู่ของพวกเขา

            การสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 หากพิจารณาถึงผลประโยชน์ของรัฐบาลและประชาชนลาวแล้ว ก็น่าสงสัยว่าจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือจะเป็นประสบการณ์ที่ซ้ำรอยกับประสบการณ์การสร้างเขื่อนใหญ่ทั่วโลก ที่ส่วนมากจะก่อให้เกิดความทุกข์ยากต่อประเทศและประชาชนมากกว่าความร่ำรวยโดยเฉพาะเมื่อราคาการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 กำลังถูก กฟผ.กดจนติดดินอยู่ในปัจจุบัน

            และเมื่อเวลา 25 ปีผ่านไป สิ่งที่รัฐบาลลาวและคนลาวจะได้รับจากเขื่อนที่บริษัทจะส่งมอบให้ จะเหลืออะไรบ้าง ยังเป็นคำตอบที่ไม่มีใครรู้

            ดังนั้น ประชาชนไทยผู้ใช้ไฟฟ้า คารจะมีสิทธิเต็มที่ที่จะตั้งคำถาม ในการที่บริษัทไทยและ กฟผ. กำลังมีส่วนสำคัญในการเร่งให้มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ที่ยังไม่ได้มีคำตอบใด ๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และแม้แต่คำตอบในเรื่องผลประโยชน์ยั่งยืนต่อเพื่อนบ้าน โดยอ้างแต่ว่าต้องทำการจัดหาไฟฟ้า ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ามีความต้องการในการใช้จริงหรือไม่

            หาก กฟผ.ยังคงใช้คำพูดเดิมๆ ว่าการหาไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น โดยไม่หันมาทบทวนความเป็นจริงที่ว่า ประเทศไทยเรามีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่เกินความต้องการมาโดยตลอด คำถามจากประชาชนก็คือ ประชาชนไทยผู้จ่ายค่าไฟอยู่ทุกเดือน จะกลายเป็นผู้รับภาระ “ค่าโง่” ซ้ำซากไปอีกยาวนานสักเท่าไร ?