พบโครงกระดูกมนุษย์ 3,000 ปี แหล่งโบราณคดีเขื่อนน้ำเทิน 2

ผู้จัดการ 24 สิงหาคม 2547

เวียงจันทน์- นักโบราณคดีได้ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในบริเวณสถานที่สร้างโรงโม่หินสำหรับโครงการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงบอลิคำไซเขตหลักซาว หลักฐานสำคัญที่ค้นพบได้นี้คาดว่ามีอายุย้อนหลังไปถึง 3,000 ปี
      
        นักโบราณคดี 5 ราย จากกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมลาว ได้ค้นพบโครงกระดูกดังกล่าวในบริเวณหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง ที่บ้านโพนไช และน้ำถี่ อยู่ห่างจากหลักซาว 12 กิโลเมตร ในเขตเมืองคำเกิด แขวงโพลิคำไซ อันเป็นจุดที่จะมีการเคลื่อนย้ายหินจำนวนมากเข้าไป เพื่อการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์
      
        นายทองสา ไซยะวงคำดี อธิบดีกรมโบราณคดีบอกว่า โครงกระดูกนี้เป็นมนุษย์ผู้ชาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นหัวหน้าชุมชนในเวลานั้น โดยพิจารณาจากจุดที่ฝังศพ ซึ่งอยู่บนที่สูง หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก อันเป็นไปตามธรรมเนียม อีกทั้งได้รับการฝังกลบอย่างดีโดยฝังไปพร้อมกับหิน และมีดินปกคลุม นอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่บ่งบอกว่า มีการจัดพิธีกรรมขึ้นเพื่อชายผู้นี้
      
        นักโบราณคดียังขุดพบขวานหินในบริเวณเดียวกัน ซึ่งนายทองสา ระบุว่า อยู่ในยุคหินใหม่ (Neolithic) อันเป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มใช้หินเป็นอาวุธในการล่าสัตว์ ซึ่งหลักฐานต่างๆ ที่ค้นพบได้ทำให้ทราบว่ามนุษย์รายนี้มีชีวิตอยู่ในยุคหินใหม่ นายทองสากล่าว
      
       เจ้าหน้าที่ของลาวลงความเห็นว่าบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของ คนโบราณ ในช่วง 2,500-3,000 ปี มาแล้ว นอกจากนี้ ในบริเวณรอบๆ จุดที่ขุดค้น มีถ้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคหินใหม่ อีกทั้งยังพบกระดูกสัตว์ ถ่าน และลูกปัดที่ทำจากหอย ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชุมชนบริเวณนี้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในบริเวณชายฝั่ง
      
        การค้นพบโครงกระดูกและหลักฐานสำคัญต่างๆ ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการศึกษาวิจัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ของลาว เนื่องจากมีหลักฐานเหลือน้อยเต็มที่แล้วในยุคนี้ ดังนั้นโครงกระดูกชิ้นนี้จึงเป็นพยานสำคัญทางประวัติศาสตร์
      
       นายทองสากล่าวว่า การค้นพบถือเป็นส่วนสำคัญในการวิจัยเพื่อค้นหาลักษณะของมนุษย์และวิถีชีวิต ประเทศลาวเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์โบราณมาหลายพันแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจว่าบรรพบุรุษของชาวลาวอยู่กันอย่างไร
      
       โครงกระดูกจะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในหอพิพิธภัณฑ์ นครหลวงเวียงจันทร์ เพื่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป