เขื่อนน้ำเทิน 2 ธนาคารโลก และสังคมไทย

กรุงเทพธุรกิจ 8 กันยายน 2547

ศรีสุวรรณ ควรขจร 

“ถ้าคนไทยไม่ใช้ไฟฟ้าเพิ่ม การซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ก็ไม่จำเป็น” นี่เป็นคำตอบง่ายๆของผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่อคำถามง่าย ๆ ที่ว่า “ทำไมไทยจึงต้องไปซื้อไฟฟ้าจากแหล่งดังกล่าวด้วย”  คำถามนี้เป็นของคนไทยที่เป็นชาวบ้านจากเขื่อนปากมูลที่เข้าร่วมการสัมมนาที่ธนาคารโลกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย การสัมมนานี้เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการพิจารณาของธนาคารโลกว่าควรให้การสนับสนุนประเทศลาว และนักลงทุนในโครงการนี้หรือไม่

เหตุที่ธนาคารโลกต้องจัดการสัมมนานี้ในไทย รวมถึงการที่จะต้องจัดการสัมมนาทำนองเดียวกันนี้ที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว ก็เพราะโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในช่วงเกือบสิบปีมานี้ ถูกจับตาจากองค์กรอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทั่วโลก ในความเป็นอภิมหาโครงการ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กล่าวคือเงินลงทุนสำหรับโครงการอาจสูงถึง 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของลาว มีผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเป็นจำนวนรวมกันมากมายมหาศาล และแนวโน้มความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเกินกว่าที่ใครจะสามารถประมาณการได้

ต้องยกย่องธนาคารโลกว่าเป็นสถาบันที่มีความสามารถเอกอุในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง อาจกล่าวได้ว่ากว่าทศวรรษมานี้ ธนาคารโลกถูกตรวจสอบอย่างหนักจากกลุ่มประชาสังคมที่หลากหลาย มิใช่เพียงเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมทั้งกลุ่มและองค์กรทั่วโลกที่สนใจและวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสถาบันนี้แห่งนี้ในฐานะผู้สนันสนุนและกลไกขับเคลื่อนนโยบายโลกาภิวัตน์ตามแนวฉันทามติวอชิงตัน (แปรรูปกิจการสาธารณะ ผ่อนคลายกฏเกณฑ์เพื่อส่งเสริมบาทของภาคธุรกิจเอกชน ไปจนถึงการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ) ให้มีผลในทางปฏิบัติต่อประเทศยากจนและกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจ คือมีการปรับแก้และสถาปนานโยบายของรัฐให้สอดคล้องกับแนวทางเหล่านี้

ประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ทำให้ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินระหว่างประเทศ จะยิ่งต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขข้อบังคับว่าด้วยการปรับปรุงนโยบายที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือเช่นเดียวกับที่ไทยเคยเผชิญมาแล้วหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่ทั้งไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และ ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ร่วมมือกันเขย่าโครงสร้างและปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างมีสัมฤทธิผล

ในกรณีของลาวซึ่งยากจนมากต้องซึ่งหวังว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 นอกเหนือไปจากวาระที่ใหญ่กว่าและสำคัญกว่าของเอดีบีคือ “โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคแม่โขง หรือ Greater Mekong Subregion Economic Cooperation Program”

และกดดันให้ธนาคารโลกมีนโยบายและแนวการดำเนินงานที่ต้องรับผิดชอบ (accountability) ต่อกลุ่มต่างๆ

การที่ผมอยู่ในแวดวงการถกเถียงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ ผมจึงเข้าใจดีว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีชุดความคิดใหญ่อยู่หลังฉากของคำถามและคำตอบทั้งสอง

            คำตอบของกฟผ.ดังกล่าวเป็นสิ่งที่แทนความคิดของคนกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่เห็นว่า การพัฒนาเป็นสิ่งที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงไม่ว่าจะในสังคมใดก็ตาม สังคมที่ระดับการพัฒนาสูงก็จำเป็นที่จะต้องรักษาระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และสังคมที่ยากจนด้อยพัฒนาก็ยิ่งจำเป็นต้องเร่งพัฒนา

            คนไทยอย่าได้ไปทึกทักเอาเชียวว่าการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 คือการช่วยเหลือคนลาว

            ผมฟังผู้แทนรัฐบาลลาวกล่าวเรียกร้องความเห็นใจและความเข้าใจจากที่ประชุม ผมมีความเห็นใจ แต่ผมรับไม่ได้ที่สถาบันอย่างธนาคารโลกจะมองคนไทยที่ไปร่วมการสัมมนาครั้งนี้ว่าเป็นผู้ขัดขวางประโยชน์สุขของคนลาวที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ยากแสนสาหัสด้วยการคัดค้านเขื่อนนำเทิน 2

            ผมรู้สึกช็อคกับข้อมูลที่ว่า ศักยภาพของพื้นที่เกษตรกรรมของลาวมีความจำกัดอย่างยิ่ง เพราะสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ มีลูกระเบิดตกค้างที่ยังไม่ระเบิดอยู่ในดินแดนลาวเป็นจำนวนมากมายมหาศาล สหรัฐฯซึ่งมีแนวนโยบายที่เย็นชาต่อลาวมาช้านานแท้ที่จริงควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหานี้ ครั้นลาวซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นเหลือนอกจากการขอความช่วยเหลือจากธนาคารโลกกลับต้องเผชิญท่าทีและพฤติกรรมที่เลวร้ายยากที่จะยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลกที่กำลังแนะนำว่า รัฐบาลลาวควรปรับปรุงระบบการบริหารประเทศของตนอย่างไรเพื่อที่รายได้จากการขายไฟฟ้าให้ไทยจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด