WWF เตือนวิบัติภัยสิ่งแวดล้อม เมื่อธนาคารโลกอนุมัติเขื่อนน้ำเทิน 2

WWF 31 มีนาคม 2548

กลองด์, สวิสเซอร์แลนด์ - WWF ซึ่งเป็นองค์การด้านอนุรักษ์ระดับโลกระบุว่า การตัดสินใจของธนาคารโลกที่สนับสนุนโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ในประเทศลาวจัดเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม และผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้

เมื่อวานนี้ (พฤหัส 30 มีนาคม 2548) ธนาคารโลกได้ประกาศผลการตัดสินใจรับประกันเงินกู้บางส่วนให้กับโครงการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ในลุ่มน้ำโขง ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดไฟเขียวให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่นๆเข้าร่วมสนับสนุนด้วย โดยจำนวนเงินที่ให้กู้ทั้งหมดคาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 855 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 35,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 จะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้า 1,070 เมกะวัตต์ได้ภายในปี พ.ศ. 2552 ซึ่ง WWF มองว่าธนาคารโลกไม่เคยอธิบายถึงที่มาของความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้ นอกจากระบุว่า ร้อยละ 90 ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งมาขายให้ประเทศไทย

ปัจจุบัน กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทยยังสูงกว่าระดับความต้องการบริโภคของประชาชน และแม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีก 10 ปีข้างหน้า WWF ก็ยังเชื่อว่ามาตรการจัดการด้านพลังงาน และโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ได้อย่างยั่งยืน

นายมาร์ก โกยโชต์ จากโครงการอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำโขง ( Living Mekong Programme-LMP ) ของ WWF กล่าวว่า "โครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในแถบลุ่มน้ำโขงที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ควรต้องมีการประเมินผลกระทบที่ทับถมมายาวนานเสียที เพราะแม่น้ำโขงไม่เพียงเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของสัตว์น้ำจืดเท่านั้น แต่ยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของผู้คนในภูมิภาคนี้ด้วย"

แม่น้ำโขง เป็นบ้านของปลามากกว่า 1,300 ชนิด ที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงประชากรกว่า 50 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มน้ำโขง เขื่อนต่างๆ รวมทั้งเขื่อนน้ำเทิน 2 จึงนับเป็นภัยคุกคามตัวฉกาจต่อการทำประมงในพื้นที่แถบนี้

ประเด็นที่ WWF วิตกมากที่สุดก็คือ เขื่อนน้ำเทิน 2 จะทำให้กระแสน้ำจากแม่น้ำเทินถึงแม่น้ำเซ บาง ฟาย ผันผวน และจะก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำสวนทำไร่และการจับปลาของประชาชนกว่า 130,000 คนในพื้นที่ พร้อมกับเตือนว่า ร้อยละ 40 ของภัยน้ำท่วมบนที่ราบสูงนากาย ทางตอนใต้ของประเทศลาว ก็จะเป็นภัยคุกคามต่อจำนวนประชากรช้างป่าซึ่งปัจจุบันก็ใกล้จะสูญพันธุ์อยู่แล้ว

ด้านนายอูเท โคลลิเยต์ จากโครงการเกี่ยวกับเขื่อนและระบบสาธารณูปโภคทางน้ำของ WWF แสดงความวิตกว่า "แทนที่เขื่อนนี้จะช่วยลดปัญหาความยากจน อาจกลายเป็นเพิ่มความทุกข์ยากให้กับประชาชน และยังทำลายสภาพแวดล้อมด้วย ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลลาวและธนาคารโลกมองว่าไม่จริง เราก็ขอท้าให้ออกมาพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นด้วย"