เขื่อนน้ำเทิน 2 : อนาคตคนลาว?*

ประชาไท 7 เมษายน 2548

เขื่อนแห่งใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ดูเหมือนว่าอาจจะจบลงด้วยบทสรุปด้วยผลเสียมากกว่าผลดีต่อประเทศ ที่ได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอีกประเทศหนึ่ง นั่นคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กับโครงการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2

ธนาคารโลก ผู้ซึ่งอนุมัติให้การสนับสนุนด้านการเงินในโครงการนี้ เป็นผู้ที่ส่งสัญญาณแก่ธนาคารแห่งอื่นๆ และสถาบันการเงินว่า จะอนุมัติการให้กู้เงินอย่างเป็นทางการในการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นจำนวนเงินถึง 1.25 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนเมษายนนี้ หลังจากได้มีการศึกษาอย่างรอบคอบเป็นเวลาถึง 12 ปี

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะอนุมัติเงินกู้จำนวน 120 ล้านดอลลาร์ และให้การรับรองความเสี่ยงทางการเมือง และธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป (EIB) จะตัดสินใจว่า จะสนับสนุนให้โครงการกู้เงินในเร็วๆ นี้หรือไม่

โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ดำเนินการโดยบริษัท Nam Theun 2 Power Company Limited (NTPC) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นสำคัญคือ EDF International of France ในสัดส่วน 35% รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาธิป ไตยประชาชนลาว 25 % การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) 25 % และบริษัท อิตาเลี่ยน-ไทย ดิเวลลอปเม้นต์ (Italian-Thai Development Public company Ltd ) 15 %

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายคน ตั้งคำถามต่อธนาคารที่ให้การสนับสนุนด้านการเงิน อาทิ The Washing ton-based World Bank ว่าทางธนาคารนั้นละเลยถึงนโยบายของตนเองในการอนุมัติเงินกู้สนับสนุนโครงการและยังเพิกเฉยต่อปัญหาเรื่องคนพื้นเมือง สิ่งแวดล้อม และ ความผาสุกของประเทศลาวอีกด้วย

“ฉันคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ธนาคารใดๆ ก็ไม่ควรให้การสนับสนุน เพราะมันปราศจากการเตรียมพร้อมที่ดี สร้างผิดที่และไร้ซึ่งเหตุผลที่สมควร” David F. Hale ทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาในสถาบัน Washington-based World watch กล่าว

ความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้คนยากจนลงจาการกู้ยืมเงิน การคอรัปชั่น การจัดการที่ผิดพลาด และความล้มเหลวทางด้านการเงินนั้นมีสูงมาก และเป็นสิ่งที่ทางธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียต้องคำนึงถึง

Hales ผู้ซึ่งเคยเป็นประธานในการประชุมปฏิบัติการในเรื่องเขื่อนน้ำเทิน 2 ในเดือนกันยายน 2004 ซึ่งจัดโดยธนาคารโลก ยังได้กล่าวเตือนอีกว่าโครงการเขื่อนน้ำเทิน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการพิสูจน์ถึงการเปิดประตูเขื่อนซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีความแน่นอน

ธนาคารโลก ผู้ซึ่งสนับสนุนเงินกู้ถึง 270 ล้านดอลลาร์ และรับประกันความเสี่ยงในโครงการนี้ โดยจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ในปี 2009 เขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นเขื่อนขนาด 1,070 เมกะวัตต์ ซึ่งจะกั้นน้ำจำนวน 93 % ที่จะไหลสู่ลุ่มน้ำสีบั้งไฟ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าส่งให้ประเทศไทย

นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดน้ำท่วมท่วมพื้นที่ 40 % ของที่ราบสูงนากาย จมกลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ 450 ตารางกิโลเมตร

ทั้งยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับแม่น้ำสายหลักทั้งสอง ต้องอพยพผู้คนเป็นจำนวนอีกหลายพันครัวเรือน ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมากกว่าหมื่นชนิด

โดยทางผู้ให้กู้ยืมเงินออกมากล่าวว่า โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 นี้ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในลาว และคาดว่าจะมีรายรับทางด้านภาษี ค่าธรรมเนียม และอื่นๆ เข้ามาในประเทศอีกเป็นจำนวนเงินถึง 150 พันล้านบาทต่อปี

ธนาคารโลกกล่าวว่า รายได้จากภาษีเหล่านี้ 30% จะนำไปช่วยเหลือทางด้านสุขภาพและการศึกษาใน และในส่วนที่เหลือจะนำไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้สนับสนุนทางด้านการเงินยังกล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างงานให้แก่ประชาชนได้มากกว่า 4,000 คน และสามารถสร้างรายได้มากกว่า 5.8 ล้านดอลลาร์ ตลอดระยะเวลาในการก่อสร้าง

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาองค์กรพัฒนาเอกชนมากกว่า 150 องค์กรจาก42 ประเทศทั่วโลกไดส่งจดหมายถึงนาย James Wolfensoh ประธานธนาคารโลก เพื่อเรียกร้องให้เขาหยุดการสนับสนุนทางด้านการเงินในการก่อสร้างโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 พร้อมด้วยเหตุผลต่างๆ มากมายหลายประการ

และในเดือนที่ผ่านมาชาวบ้านจำนวนหลายหมู่บ้านก็ได้ประท้วงโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2

เครือข่าย The Berkeley-based International Rivers Network ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ว่า จะทำให้ต้องอพยพผู้คนประมาณ 6,000 หมู่บ้านและส่งผลกระทบถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำสีบั้งไฟและสาขาขนาดใหญ่ของแม่น้ำโขง อีกประมาณ 100,000 คน

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังกล่าวอีกว่า มาตรการทางด้านแผนการชดเชยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ยังไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

“โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในที่สุดแล้วก็ต้องการการยกเลิกหนี้เงินกู้ เนื่องจากว่าไม่มีความเป็นไปได้เลยในการนำเงินมาคืน” Patricia Adams ผู้อำนวยการบริหารโครงการ Probe International ของแคนนาดากล่าว

นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า ในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ทางประเทศญี่ปุ่นก็ได้ยกเลิกหนี้เงินกู้สำหรับประเทศลาวจากโครงการเขื่อนน้ำงึม ซึ่งเป็นเขื่อนพลังงานทางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค สร้างในช่วงปีทศวรรษ 1970

“ประสบการณ์ก็บอกแล้วว่าเขื่อนขนาดใหญ่นั้นสร้างหนี้อันเลวร้าย” Grilinne Ryder ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานน้ำและ ผู้อำนวยการด้านนโยบายของ Probe International กล่าว

โดยเงินที่ใช้สนับสนุนโครงการเขื่อนขนาดใหญ่นั้นกลายเป็นเงินที่เสียเปล่าและไม่สามารถเอาคืนได้จากเงินภาษีประชาชนอีกด้วย

ที่วอชิงตัน กระทรวงการคลังก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถของธนาคารโลกเพื่อที่ให้แน่ใจได้ว่าเงินภาษีที่ได้จากโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 นี้จะนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือคนยากจนอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมานั้นทางรัฐบาลลาวมักจะบริหารจัดการผิดพลาดมาตลอด

และอีกปัญหาหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะได้จากเขื่อนน้ำเทินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะคาด หมายได้ เนื่องจากภาวะน้ำแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ และผล กระทบทางสิ่งแวดล้อมจรากเขื่อนขนาดใหญ่นั้นยังส่งผลถึงภาคหารเกษตรหลักและการประมงให้ได้รับความเสียหายอีกด้วย

“การให้การสนับสนุนโครงการเขื่อนน้ำเทิน2 ของธนาคารโลกนั้น คือ การสร้างความผิดพลาดซ้ำสองจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้” Ryder กล่าว

ผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินออกมาตอบโต้ว่าพวกเขาก็กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ทุกคนกำลังพูดถึงเช่นเดียวกัน แต่ความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นนั้น ได้มีการศึกษาและเตรียมการจัดการไว้เป็นอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดแล้ว

“เราตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตามที่หลายฝ่ายได้กล่าวมา แต่เราก็ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนกับทางรัฐบาลและหน่วยงานการพัฒนาอื่นๆ แล้วเช่นเดียวกัน” Haruhiko Kunoda ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียกล่าว

“โครงการนี้จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกจะดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่เราใส่ใจ เรารู้ว่าความเสี่ยงนั้นสามารถจัดการได้ และทางเราก็ได้มีการจัดการที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน” Haruhiko กล่าวทิ้งท้าย


เรียงเรียงจาก DEVELOPMENT-LAOS: Massive Dam Project Could Backfire
โดย Emad Mekay IPS News