"เขื่อนน้ำเทิน 2" ผลประโยชน์บนความสูญเสีย?

กรุงเทพธุรกิจ 17 มีนาคม 2549

การก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 จะทำให้หมู่บ้านหลายแห่ง และพื้นที่กว่า 40% ของที่ราบสูงนาไกจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้าน 6,000 คนต้องย้ายถิ่นฐาน และส่งผลกระทบกับผู้คนนับแสนคน

ขณะที่หลายหมู่บ้านในประเทศลาวขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและกระแสไฟฟ้า นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทรีบูน ฉบับวันที่ 16 มีนาคมนำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ที่รัฐบาลลาวหวังว่าจะนำรายได้ก้อนใหญ่เข้าประเทศ ขณะกลุ่มสิ่งแวดล้อมวิตกว่าจะส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม

เขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นโครงการก่อสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำเทินที่แยกมาจากแม่น้ำโขงเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า มีกำลังผลิตราว 1,070 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 1,250 ล้านดอลลาร์ นับเป็นโครงการลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุดในลาว ซึ่งจะทำให้เกิดเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำหนดสร้างเสร็จปี 2552

เขื่อนน้ำเทิน 2 มีบริษัทน้ำเทิน 2 พาวเวอร์ จำกัด เป็นเจ้าของและดำเนินการ ไฟฟ้า 93% ที่ผลิตได้จะส่งมาขายให้ไทย ช่วยให้ลาวมีรายได้ราว 2,000 ล้านดอลลาร์ตลอดระยะ 25 ปีแรกของการเปิดดำเนินการ จากนั้นเขื่อนจะตกเป็นของรัฐบาลลาวในปี 2577 ซึ่งจะทำให้มีรายได้จากการขายไฟฟ้าตกปีละ 240 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม อ่างเก็บน้ำของเขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งกินเนื้อที่ถึง 450 ตร.กิโลเมตร จะทำให้หมู่บ้านหลายแห่ง และพื้นที่กว่า 40% ของที่ราบสูงนาไก ซึ่งเป็นจุดก่อสร้างเขื่อน จมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้าน 6,000 คนต้องย้ายถิ่นฐานและส่งผลกระทบกับผู้คนนับแสนคน

แม้บริษัทน้ำเทิน 2 พาวเวอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่างบริษัทไฟฟ้าฝรั่งเศส บริษัทไทย และรัฐบาลลาว ได้ชี้แจงว่า ที่ราบสูงดังกล่าวเป็นพื้นที่ไม่เหมาะต่อการเพาะปลูก อีกทั้งเป็นป่าเสื่อมสภาพที่ได้รับความเสียหายช่วงสงครามเวียดนาม แต่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแย้งว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อาศัยของสัตว์หายากหลายชนิด

เจ้าหน้าที่รัฐระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบรรเทาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากโครงการ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้โครงการกันพื้นที่รับน้ำฝน ซึ่งเป็นป่าฝนเหนือเขื่อนเนื้อที่ 4,000 ตร.กิโลเมตร เป็นเขตอนุรักษ์เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และบริษัทน้ำเทิน 2 พาวเวอร์จะต้องจ่ายเงินปีละ 1 ล้านดอลลาร์เพื่อดูแลพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนั้น บริษัทตกลงเพิ่มรายได้ต่อหัวให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอีกเท่าตัว ตกปีละ 800 ดอลลาร์

ในส่วนรัฐบาล จะมีการตั้งคณะทำงานอิสระเพื่อตรวจสอบการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่นักสิ่งแวดล้อมชี้ว่า คณะทำงานดังกล่าวไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะดำเนินการกับเจ้าของโครงการ อีกทั้งคำแนะนำของคณะทำงานยังไม่มีผลผูกมัดให้บริษัทต้องปฏิบัติตาม

"มีเพียงรัฐบาลลาวที่มีอำนาจบังคับให้มีการปฎิบัติตามข้อตกลง แต่การที่รัฐบาลมีส่วนเป็นเจ้าของโครงการ ทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้ต้องยอมลดรายได้เพื่อนำเงินไปบรรเทาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือชดเชยความเสียหาย" แกรนเน ไรเดอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของโพรบ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว

ในส่วนของธนาคารโลก ซึ่งเป็นผู้ปล่อยกู้ 270 ล้านดอลลาร์และรับประกันความเสี่ยงให้กับโครงการนี้ แม้ว่าจะสามารถสั่งระงับเงินกู้เพื่อกดดันให้บริษัทรับผิดชอบต่อชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม แต่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ยังบ่ายเบี่ยงที่จะแสดงท่าทีชัดเจน

"หากปรากฎว่ามีการฝ่าฝืนสัญญา และรัฐบาลลาวไม่ยอมดำเนินการ ธนาคารโลกจะปรับใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น" แพทชามูตู อิลลันโกวาน ผู้จัดการประจำลาวของธนาคารโลกระบุ

นักวิเคราะห์เชื่อว่า บทบาทของธนาคารโลกในฐานะผู้ปล่อยกู้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้องคำนึงถึงการดูแลไม่ให้มีการผิดนัดชำระหนี้

"ธนาคารโลกไม่มีแรงจูงใจให้ต้องบริหารผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม"นายอามิส เดอ ลา แตร์ นักสิ่งแวดล้อมฝรั่งเศสที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่ม "เฟรนด์ส ออฟ ดิ เอิร์ธ" กล่าวตบท้าย