นักลงทุนวัดใจลาว หรือจะสร้างแต่เขื่อน?

ผู้จัดการ 11 พฤษภาคม 2549

บริษัทเวนเจอร์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่กำลังผลิตเสื้อผ้าส่งออกใน สปป.ลาว มีลูกจ้าง 750 คน มีออเดอร์จากทั่วโลก และดูเหมือนว่านี่เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ที่กำลังช่วยเหลือให้ลาวได้หลุดพ้นจากสภาพความยากจน
      
       แต่ความยุ่งยากต่างๆ ที่บริษัทนี้ประสบมาตลอดเวลา 8 ปีในลาว ก็เป็นปัญหาที่ทางการลาวกำลังประสบอยู่ในความพยายามนำประเทศเข้าสู่โลกยุคใหม่
      
       เจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตกวิตกว่า การผลิตเสื้อผ้าส่งออก กับการลงทุนรายย่อยอื่นๆ ที่ช่วยให้เศรษฐกิจของลาวได้ขยายตัวนั้น กำลังได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลุกำลังมุ่งไปที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และ การทำเหมือง
      
       ผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญกับโครงสร้างด้านกฎหมายที่ไม่แน่นอน ระบบการจัดเก็บภาษีที่ไม่โปร่งใส  และระบบสาธารณูปโภค-โครงสร้างพื้นฐาน ที่ไม่ได้รับการพัฒนา
      
       “ที่นี่ยังขาดความโปร่งใส กฎหมายที่ประกาศใช้ไม่ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะชน ปราศจากสิ่งนี้ก็จะเป็นเองยากสำหรับบรรดานักลงทุนต่างชาติ” นายเจ.เอฟ.โซเม่อร์ (JF Somer) ผู้จัดการชาวดัทช์กล่าว ขณะที่คนงานของเย็บชุดที่คล้ายๆ กับยี่ห้อฮัลลิเบอร์ตัน หรือสลัมเบอร์เจอร์
      
       ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียต่างก็พยายามที่จะขับเคลื่อน นำพาประเทศก้าวย่างเข้าสู่ความทันสมัย
      
       การที่รัฐบาลลาวหันไปให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ กลับเป็นสิ่งที่หน่วยงานตะวันตกต่างก็วิตกกังวลว่าจะเป็นผลทำให้ภาคการผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม รวมทั้งการลงทุนขนาดเล็กที่เคยเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต้องได้รับผลกระทบ
      
       ความวิตกกังวลดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานที่ว่า นักธุรกิจ นักลงทุนรายย่อย ต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนของโครงสร้างทางกฎหมาย ระบบอัตราภาษีที่คลุมเครือ และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้รับการพัฒนา
      
       อย่างไรก็ตาม การที่ลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่มีเส้นทาง และเขตแดนเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม จีน พม่า ไทย และกัมพูชาจึงยังเป็นปัจจัยเดียวที่เกื้อหนุนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศได้
      
       จนถึงวันนี้ สปป.ลาว ก็ยังติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในภูมิภาค 71% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศกว่า 5.8 ล้านคน ดำรงชีวิตรอดมาได้จากการมีรายได้ไม่ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตจริงทางเศรษฐกิจในปี 2548 อยู่ที่ 7% และธนาคารโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1% ในปี 2549
      
       อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงจาก 110% จากปี 2541-2542 ซึ่งเป็นช่วงปีหลังวิกฤติทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เหลือเพียง 7.2% ในปี 2548 ขณะที่ค่าของเงินกีบแข็งตัวขึ้น 7% ในปีนี้ ลาวจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออก เพื่อให้สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างขาติได้ ในปี 2547 การส่งออกของประเทศขยายตัวถึง 29% คิดเป็น 5% ของจีดีพีในปีงบประมาณนั้น
      
       ในปัจจุบัน สปป.ลาวกำลังหาลู่ทางเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ขณะที่กำลังเจรจาทำความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับทั้งจีนและญี่ปุ่น
      
       ดังนั้นทุกวันนี้สถานการณ์ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของลาวจึงเข้าไปผูกพันกับเงินทุนมูลค่ามหาศาลที่ทุ่มให้กับโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ชนิดต่างๆ ที่รัฐบาลได้เริ่มเปิดให้ต่างชาติเข้าลงทุนมาตั้งแต่ปี 2529
      
       "เรามีความพยายามอย่างมาก เพื่อให้ประเทศของเราพัฒนากลายเป็นแบตเตอรี่แห่งภูมิภาค" นายย้ง จันทะลังสี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศลาวกล่าว พร้อมกับเพิ่มเติมอีกว่า การทำเหมืองทองคำ ทองแดง และสังกะสี ยังสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติอีกด้วย

            
       ภัยร้ายทำลายธุรกิจ?

      
       ปัจจุบันใน สปป.ลาว มีโครงการลงทุนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศทั้งหมด 23 โครงการ รวมเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าการลงทุนรวมจากต่างประเทศทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมามีจำนวน 4.3 พันล้านดอลลาร์ และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังมีโครงการลงทุนทำเหมืองแร่อีกมากกว่า 91 โครงการ รวมเงินลงทุนอีกกว่า 436 ล้านดอลลาร์
      
       แต่ในขณะเดียวกันการลงทุนภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นมีมูลค่าที่ลดน้อยลง คือ มีการลงทุนเพียง 20 โครงการ มูลค่า 14.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต่างประเทศเป็นห่วง เพราะกังวลว่าทางการลาวจะเน้นไปที่การลงทุนสร้างเขื่อน และเหมืองแร่มากเกินไป
      
       "โครงการเหล่านี้นับเป็นภาคส่วนที่เราให้ความสำคัญสำหรับดำเนินการพัฒนา โดยเราเองก็กำลังพยายามเพื่อพัฒนาให้มีความมั่นคงขึ้นในระยะ 5 ปีต่อจากนี้" นายเสียวสะหวาด สะแหวงสึกสา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าลาว กล่าว
      
       ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะไทย ซึ่งนายเสียงสะหวาด ประมาณการว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าการส่งออกกระแสไฟฟ้าจะต้องเพิ่มขึ้น 34% หรือมีอัตราการเจริญเติบโตไปไกลเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ 12% ในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และสิ่งทอ รวมทั้งสามารถผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมีอัตราเติบโตที่ 7-7.5% ระหว่างปี 2549-2553
      
       นอกจากนี้ยังมีผลกำไรที่จะได้รับจากภายนอกด้วย คือ จากการส่งออกกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนอีกอย่างน้อย 10 แห่งที่สร้างโดยบริษัทลงทุนจากรัสเซีย และจีน ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อไม่นานมานี้
      
       เขื่อน...ที่มาแห่งความขัดแย้ง
      
       ท่ามกลางความขัดแย้ง ที่เกิดจากความแตกต่างทางความคิดของโครงการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 มูลค่าราว 1.4 พันล้านบาท หรือ ประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ทางกลุ่มเคลื่อนไหวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวหา การก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นการคุกคามสัตว์ป่าและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในท้องถิ่นไป จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2552
      
       บรรดานักการทูตต่างประเทศ กล่าวว่า เขื่อนสร้างผลกำไรให้กับคนไม่กี่คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติด้วย ระหว่างการก่อสร้างอาจจะมีการจ้างแรงงานถึง 4,000 คน แต่เมื่อสร้างแล้วเสร็จการจ้างงานแรงงานก็จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 100 คนเท่านั้น
      
       "มันเป็นอะไรบางอย่างที่นำเงินเข้ามาจำนวนมาก แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนามากนัก” นักการทูตคนหนึ่งกล่าว
      
       บางสิ่งอาจนำมาซึ่งเงินจำนวนมากมายมหาศาล แต่บางครั้งสิ่งที่ว่านั้นก็ไม่ได้นำมาซึ่งการพัฒนาที่มากขึ้นเลย"
      
       นายเสียวสะหวาด กล่าวว่า ลาวต้องการเพียงแค่เวลาเท่านั้นสำหรับการค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปลดล็อกตัวเองจากการเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ให้เป็นประเทศที่มีการโครงข่ายการเชื่อมโยงทางบกกับประเทศต่างๆ
      
       "นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายประเทศของเรา เพราะความรู้ ความสามารถ และทักษะทางธุรกิจในประเทศยังมีอยู่อย่างจำกัด ระบบโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่ดี เราจึงต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ เพราะโลกาภิวัฒน์คือการแข่งขัน ต่อสู้" นายเสียวสะหวาด กล่าว.
      

(เรียบเรียงจากบทเขียนเรื่อง Entrepreneurs toil as Laos bets on hydro for growth โดย Chawadee Nualkhair สำนักข่าวรอยเตอร์)