"ใครได้ใครเสีย"โปรเจกท์ยักษ์ ขุดอุโมงค์ผันน้ำโขงสู่อีสาน

คมชัดลึก 18 เมษายน 2551

จากกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วาดฝันเมกะโปรเจกท์ของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาวใน 19 จังหวัดภาคอีสาน ด้วยการสร้างระบบขนส่งน้ำจากแม่น้ำโขง โดยใช้วิธีการขุดอุโมงค์ส่งน้ำด้วยระบบ ไฮโดรชิล ขนานไปตามถนนมิตรภาพนั้นทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขานรับนโยบายดังกล่าวทันที

แม้จะมีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากลำน้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกด้วย โดยเฉพาะข้อตกลงระหว่างสมาชิกของคณะกรรมการแม่น้ำโขงตอนใต้ทั้ง 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่เคยมีข้อตกลงไว้เมื่อปี 2538 และเป็นข้อตกลงที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับระเบียบการใช้น้ำในลุ่มน้ำโขง และการผันน้ำข้ามลุ่ม ที่ระบุถึงการใช้น้ำในลุ่มน้ำ การรักษาปริมาณการไหลของแม่น้ำโขง ที่กำหนดว่าต้องมีการแจ้งให้สมาชิกทราบและทำข้อตกลงเฉพาะระหว่างกัน

สราวุธ ชีวะประเสริฐ ผอ.ส่วนนโยบายและแผนกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มองว่า ถ้ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้ จำเป็นต้องศึกษาทบทวนการจัดหาน้ำต้นทุนจากแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่ต้องสูบจากแม่น้ำโขงว่าตัวเลขอยู่ที่ 3,500-6,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเท่าไร สูบในฤดูไหน เพราะต้องทำข้อตกลงการใช้น้ำของคณะอนุกรรมการแม่น้ำโขงด้วย

นอกจากนี้ยังต้องทบทวนการใช้ประโยชน์เทียบกับการลงทุนระบบชลประทานเดิมเพราะอีสานมีตัวเลขเฉลี่ย 4 หมื่นบาทต่อไร่ ขณะที่ภาคอื่นเฉลี่ย 1-1.5 หมื่นบาทต่อไร่ ขณะที่ข้อจำกัดของพื้นที่ดินเค็มก็ควรต้องศึกษาและกำหนดแผนที่เสี่ยงออกมา เพื่อเลี่ยงแนวผันน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชั้นเกลือใต้ดินด้วย ถ้าได้คำตอบในส่วนนี้จะนำไปสู่การทบทวนโขง-ชี-มูลในเฟส 2 และ 3 ต่อไป

ตัวเลขการทำเกษตรกรรมภาคอีสาน85 ล้านไร่ ปลูกข้าว 35 ล้านไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 8 ล้านไร่ ถ้าจะพัฒนาต้องหามาตรการอื่นเสริมเข้าไป ไม่จำเป็นต้องหาน้ำไปในพื้นที่ไม่มีศักยภาพ ในส่วนของกรมทรัพยากรน้ำได้ศึกษาโครงการผันน้ำงึมมาเติมในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลไว้แล้ว เพื่อนำมาเติมให้อุบลรัตน์ 300-500 ล้านลูกบาศก์เมตร ลอดใต้แม่น้ำโขงมาฝั่งไทยที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งขณะนี้มีข้อสรุป 4 แนวทาง" สราวุธเผยข้อมูล

แม้ในทางทฤษฎีและวิศวกรรมมีความเป็นไปได้แต่ที่หลายฝ่ายกำลังชั่งใจคือ ในแง่ของความคุ้มทุน อาจเป็นปัจจัยสำคัญ รวมทั้งภูมิประเทศและด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งข้อดีของการทำอุโมงค์ส่งน้ำ คือ สามารถลดผลกระทบของการแพร่กระจายของดินเค็มในภาคอีสาน และป้องกันการรั่วไหลของน้ำและไม่ต้องเสียพื้นในการเวนคืนที่ดิน

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะจะทำให้เกษตรกรในภาคอีสานสามารถลืมตาอ้าปากได้ หากมีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร ด้วยเหตุนี้ทำให้เจ้ากระทรวง "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" สั่งกำชับให้กรมชลประทานประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทันที

"จากการศึกษาโครงสร้างทางวิศวกรรมของกรมชลประทาน ในเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ในการสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากการคำนวณระดับการไหลของน้ำ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่แล้วจากการดำเนินงานโครงการโขง-ชี-มูล ที่กรมชลประทานได้รับมอบโครงการต่อจากกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤษภาคมนี้" สมศักดิ์เผยความเป็นไปได้

สอดรับกับความเห็นของธีระวงศ์สมุทร อธิบดีกรมชลประทานที่ระบุว่า ในขั้นตอนการศึกษาด้านวิศวกรรมชลประทาน โดยเฉพาะระดับการไหลของน้ำนั้นสามารถทำได้ ซึ่งแนวทางการผันน้ำจะเริ่มจากปากแม่น้ำเลยไหลมาที่ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู รวมระยะทาง 80-90 กิโลเมตร จากนั้นจะไหลเป็น 2 สาย คือ สายแรกจะไปเติมน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ และต่อไปยังเขื่อนลำปาว อีกทางหนึ่งคือ เติมน้ำไว้ที่ต้นลุ่มน้ำชีและต้นลุ่มน้ำมูล จากต้นลุ่มน้ำมูลจะทำให้น้ำกระจายไปยังลุ่มน้ำมูลฝั่งขวา ได้แก่ จ.บุรีรัมย์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี

ปัจจุบันน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีความจุ2,263 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังสามารถนำน้ำมาเติมได้อีก 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมชลประทานประเมินว่าในอีก 15 ปีความต้องการน้ำในอีสานจะเพิ่มเป็น 4.8 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เฉพาะโขง-ชี-มูล ถ้าปรับปรุงแหล่งน้ำเพิ่มเติมจะได้พื้นที่ชลประทานรวมที่จะพัฒนาในอนาคต 5.36 ล้านไร่ แต่ถ้าผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาช่วยก็จะเพิ่มพื้นที่อีก 10 ล้านไร่ 

โครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงด้วยวิธีขุดอุโมงค์ส่งน้ำระบบ"ไฮโดรชิล" แม้จะเป็นไปได้ในเรื่องการก่อสร้างและสามารถช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสานอย่างยั่งยืนตามแนวคิดของสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากพูดถึงประโยชน์ที่ได้รับและในแง่ความคุ้มทุน

อีสานไม่ขาดน้ำอยู่ที่บริหารจัดการมากกว่า

ผศ.ดร.ยรรยงค์อินม่วง จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงคิดจะผันน้ำข้ามประเทศ เพราะทำไปก็ไม่คุ้มทุน และโอกาสจะขาดทุนตลอดเกิดการทุจริตระหว่างการประมูลการก่อสร้างต่างๆ มีมากด้วย

"ความจริงแล้วภาคอีสานเราไม่ได้ขาดน้ำ แต่เรามีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำมากกว่า จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำในอีสานต้องมาแก้ระบบจัดการน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเพิ่มน้ำในแหล่งน้ำต้นทุน และเรื่องการสร้างคลองซอย ที่จะต่อน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนไปยังพื้นที่การเกษตร แต่นี่ไม่เห็นมีใครพูดกันถึงเรื่องคลองซอย ซึ่งสำคัญมาก สมมติว่าเราดูดน้ำจากแม่น้ำโขงมาได้แล้ว และเราไม่มีคลองซอย ถามว่าจะได้ประโยชน์อะไร"

หาญณรงค์เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวว่า ตอนหาเสียง พรรคพลังประชาชนไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย แม้กระทั่ง ส.ส.ในพื้นที่ก็ไม่มีใครเคยพูด กระทั่งรัฐบาลชุดเก่าก็ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน จึงค่อนข้างแปลกว่าเมื่อนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วคิดจะทำโครงการนี้ 

วิธีการคิดแบบนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คิดไม่เข้าใจเรื่องระบบนิเวศในประเทศไทยเลย เพราะภาคอีสานกับประเทศอิสราเอลนั้น ระบบนิเวศคนละเรื่องกัน อิสราเอลเป็นพื้นที่ที่ขาดน้ำ 100% จึงต้องทำน้ำระบบท่อต่อน้ำจากพื้นที่อื่นๆ มาใช้ แต่ภาคอีสานของไทยเป็นพื้นที่ที่ขาดน้ำอยู่เพียง 20-30% เท่านั้น ในฤดูฝนยังสามารถทำนาปีได้ แต่ไม่มีน้ำพอที่จะทำนาปรัง" หาญณรงค์กล่าว

ทีมข่าวเกษตร