ผันน้ำโขงกระทบบั้งไฟพญานาค

โพสต์ทูเดย์ 29 พฤษภาคม 2551

นักวิจัยเตือนผันน้ำโขงอาจกระทบการเกิดบั้งไฟพญานาค

นพ.มนัส กนกศิลป์ นักวิจัยและผู้ศึกษาปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค กล่าวว่า หากรัฐบาลเดินหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากแม่น้ำโขงฝั่งลาวเข้ามาบริเวณน้ำงึม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ข้ามไปยังหนองหาน กุมภวาปี จ.อุดรธานี ใน ลุ่มแม่น้ำชี เพื่อนำไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำ ลำปาว จ.กาฬสินธุ์ จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในลุ่มน้ำโขง รวมถึงจะมีผลทำให้การเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ลดลง หรืออาจหมดไป

ทั้งนี้ เนื่องจากองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดบั้งไฟพญานาค ประกอบด้วย การตก ตะกอนของสารอินทรีย์ การไหลของกระแสน้ำ การเข้าใกล้และไกลโลกของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง ฯลฯ ฉะนั้น หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีผลกับการเกิดของบั้งไฟพญานาคได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนของกระแสน้ำ

นพ.มนัส กล่าวว่า อยากให้มีการถามประชาชนว่าหากการสูญสิ้น หรือหมดไปของบั้งไฟพญานาคที่ จ.หนองคาย แลกมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินอีสานได้จริงแล้ว คนอีสานต้องการหรือไม่

ขณะที่เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขงและเครือข่าย ภาคประชาสังคม จำนวน 95 องค์กร ร่วมกับกลุ่มนักวิชาการ อาทิ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นายบุญเลิศ วิเศษปรีชา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทักท้วงการสร้างเขื่อน บนแม่น้ำโขง โดยแสดงความเป็นห่วง ผลกระทบจากโครงการผันน้ำต่อระบบนิเวศน์

ด้านนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ในวันที่ 9 มิ.ย. คณะกรรมการจัดการทรัพยากรน้ำและการชลประทานจะนำข้อมูลโครงการดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ขณะนี้จึงยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเลือกแนวเส้นทางใดผันน้ำ ซึ่ง ทส.และนายกรัฐมนตรีพร้อมรับฟังข้อมูลจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง

นางอนงค์วรรณ กล่าวด้วยว่า โครงการนี้ในระยะแรกและระยะที่ 2 จะผันน้ำจากฝายทดน้ำที่ปากน้ำงึม ผ่าน อุโมงค์ผันน้ำลอดใต้แม่น้ำโขง เพื่อนำน้ำมาสู่ห้วยหลวงและกระจายน้ำตามระยะแรก โดยโครงการนี้ทำได้ทันที ใช้งบประมาณ 32,108 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี และไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพราะไม่เข้าข่ายที่จะต้องทำ