หาญณรงค์ เยาวเลิศ ชำแหละโครงการ ผันน้ำงึม

สำนักข่าวประชาธรรม 16 กันยายน 2551

โครงการผันน้ำงึมแก้ปัญหาภัยแล้งภาคอีสานได้จริงหรือ เหตุใดโครงการนี้ภาครัฐจึงเร่งอนุมัติ การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ควรจะเป็นอย่างไร ทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งภาคอีสานควรเป็นอย่างไร อ่านความคิด หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิก สป.

ผลจากการที่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2551 ที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการโครงการผันน้ำงึม-ห้วยหลวง-ลำปาว ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) งบประมาณ 76,760 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2556 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน โดยจะเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติการดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไปนั้น นับว่าที่ผ่านมาโครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่ายทั้งเครือข่ายองค์กรชาวบ้าน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ในประเด็นความเหมาะสม ความโปร่งใส เพราะการดำเนินการไร้กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ทำประชาพิจารณ์ และไม่คำนึงถึงปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อุทกวิทยา ธรณีวิทยา การแพร่กระจายของดินเค็ม น้ำเค็มในภาคอีสานจากโครงการดังที่เคยล้มเหลวมาแล้วจากโครงการโขงชีมูล ในอดีต

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่พยายามผลักดันโครงการระบุว่า โครงการนี้เป็นการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน การปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับแหล่งน้ำเดิม ระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ เพื่อสนองต่อความต้องการใช้น้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำชี และสุ่มน้ำมูล ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งระบบได้

อย่างไรก็ตาม แม้มีเสียงท้วงติงจากหลายภาคส่วนแต่ดูเหมือนว่าโครงการดังกล่าวกำลังเดินหน้าต่อไป และแน่นอนว่าเมื่อรูปการออกมาเช่นนี้แล้ว อนาคตของโครงการผันน้ำงึมจะนำมาซึ่งการลุกฮือขึ้นคัดค้านของชุมชนท้องถิ่น ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จะมีทางออกอย่างไร โครงการผันน้ำงึมสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จริงหรือไม่ และหากมีการดำเนินการจริงภาครัฐจะมีหลักประกันอย่างไรว่าโครงการนี้จะไม่ล้มเหลว ไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน ระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมเหมือนเช่นโครงการที่ผ่านๆ มา ฟังความคิด หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่ในเครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมมานานอธิบาย !

*************************************

ทำไมโครงการผันน้ำงึมนี้ภาครัฐจึงเร่งอนุมัติ

คิดว่าน่าจะมีเรื่องของผลประโยชน์ ก่อนหน้านั้นการที่นายสมัครยังไม่ยอมลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเข้าใจว่าจะมีการรอให้งบประมาณผ่านไปก่อน (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ซึ่งขณะนั้นนายสมัคร สุนทรเวช ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)

และมีข้อที่น่าสังเกตอันหนึ่งคือในส่วนโครงสร้างของกรรมการทุกวันนี้ที่นายสมัครใช้อยู่ กรรมการชุดที่เคยมีการแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาโครงการน้ำของประเทศไม่ได้ถูกใช้ แต่ว่ากลับไปตั้งกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งที่ชื่อว่า โครงการพัฒนาระบบการบริหารน้ำเพื่อการชลประทาน ที่มีมติ ครม. ออกมาประมาณอาทิตย์เว้นอาทิตย์

คือเดิมจะมีกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีหน่วยงาน กรม กอง เวลาที่จะมีการอนุมัติแผนเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำก็จะอนุมัติผ่านในส่วนนี้ แต่ว่าในเวลานี้เขาไม่ใช้ แต่ไปใช้กรรมการอีกชุดที่คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นคนตั้ง แล้วก็จะเอา ส.ส.ในแต่ละภาคมาเป็นกรรมการ เมื่อก่อนที่จะผลักดันโครงการเข้ามาใหม่นั้นก็เข้ากรรมการทรัพยากรน้ำก่อน แล้วที่เหลือจึงจะเข้า ครม.แล้วรับหลักการในครม. แต่ตอนนี้มันต่างกัน คือเข้ากรรมการที่คุณสมัครเป็นประธาน จากโครงการที่ถูกชงมาจาก ส.ส. แต่ละภาค มาที่คุณสมัครแล้วก็เข้า ครม.เลย

ยกตัวอย่างเรื่องของการผันน้ำงึม ก็ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมา คุณสมัครก็เป็นประธานแล้วไปสั่งให้ไปทำรายงานมา ซึ่งรายงานที่ไปเข้า ครม.นั้นเป็นเพียงแค่รายงานการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การทำอีไอเอ แล้วก็อนุมัติใน ครม.โดยที่ไม่ได้ผ่านกรมทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้ขั้นตอนจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่เมื่อเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วฐานะทางกฎหมายมันจะมีข้อโต้แย้งได้ไหม เช่นมติครม.เรื่องการผันน้ำจากลาวนั้นมีมติวันที่ 10 มิถุนายน 2551 รับหลักการ พอวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ก็เห็นชอบอนุมติงบประมาณตามที่รับหลักการประมาณ 76,000 ล้านบาท อันนี้เป็นโครงการที่ผมคิดว่ามันอาจจะลัดขั้นตอนนิดหน่อย

ก็ยังยืนยันว่าโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ในเฟสแรกที่จะเอาน้ำจากห้วยหลวงมาลงที่หนองหารภุมวาปีนั้น ตัวหนองหารภุมวาปีเองเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ จำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมก่อน เพราะว่าเดิมนั้นก็มีเคยมีการสร้างพนังก้นน้ำในสมัยที่มีโครงการโขงชีมูลมาแล้ว

แต่ถ้าจะมีการนำน้ำมาลงที่พื้นที่นี้ บริเวณพื้นที่ไหนที่จะต้องขุดหรือว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้างอันนี้ต้องมีการศึกษาก่อนจะใช้ทั้งหมดทั้งพื้นที่หรือไม่ เพราะว่าตามหลักการในมติคณะรัฐมนตรีโครงการนี้ต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

อันที่สอง การผันน้ำจากห้วยหลวงมาลงหนองหารภุมวาปี แล้วมาลงที่ลำปาวนั้น ในเส้นทางของการผันน้ำในรายงานของผู้ศึกษาความเป็นไปได้ขั้นต้น หรืรายงานการศึกษาเบื้องต้น ก็บอกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอีกหลายโครงการ ฉะนั้นโครงการนี้มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม นอกจากประเภทและขนาดที่จะต้องทำ ผมคิดว่าเพื่อที่จะตอบคำถามต่อสาธารณะชนให้ได้นั้นจำเป็นต้องทำว่าเอาน้ำไปเก็บในหนองหารภุมวาปีเท่าไหร่ อันนี้ก็ต้องศึกษา

อันที่สามก็คือว่า การผันน้ำลอดแม่น้ำโขงซึ่งก็เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติเช่นกัน การขุดอุโมงค์ผันน้ำก็ต้องมีการศึกษาเหมือนกัน

อีกอันหนึ่งก็คือว่าคลองส่งน้ำจากห้วยหลวงหรือว่าจากหนองหารภุมวาปี ไปที่ลำปาวอันนี้ก็ต้องศึกษาเพราะว่าจากหนองหารภุมวาปี ไปที่ลำปาวแล้วนั้นมันจะต้องมีคลองลอยเพื่อรองรับ ซึ่งคลองลอยเหล่านี้จะผ่านโดมเกลือหรือไม่ อันนี้ก็มีความจำเป็นที่จะทำ

อีกอันหนึ่งก็คือพื้นที่การเกษตรที่จะมีการใช้ ปัญหาก็คือว่าพื้นที่การเกษตรนั้นมันจะมีเกลืออยู่ในแปลงไหนบ้าง สิ่งที่ต้องศึกษารายละเอียดนั้นในแต่ละสถานีสูบน้ำ จะต้องใช้พลังไฟเท่าไร มีระบบการจ่ายน้ำอย่างไร แล้วต้องทำความเข้าใจกับประชาชนหรือไม่ จะต้องมีแหล่งเก็บน้ำที่เป็นบ่อพักตรงไหนบ้าง แล้วจุดที่จะไปดำเนินการมันไปกระทบต่อที่สาธารณะ มันไปกระทบต่อถนน แล้วการลงทุน การเวนคืน อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องรู้เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น สาเหตุที่ถูกคัดค้านไปหลายโครงการนั้นเพราะว่าอาจจะเป็นโครงการที่เราคิดว่าเป็นโครงการที่ต่อเนื่องจากโครงการใหญ่ ทำระบบชลประทานไป ปรากฏว่าไปขวางทางน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมมากขึ้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันจำเป็นที่จะต้องศึกษาในรายละเอียดของโครงการ

ความสำคัญในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

ความจำเป็นก็คือว่าในปัจจุบันนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ชัดเจนว่าการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนมีความจำเป็น เป็นสิทธิที่ประชาชนจะต้องรับรู้และโดยข้อบังคับแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลข้าวสารที่ถูกต้อง

อีกอันหนึ่งนั้น คิดว่าที่จำเป็นจะต้องศึกษามากที่สุดคือความคุ้ม เพราะว่าโครงการนี้เมื่อมีการสูบน้ำขึ้นมาแล้ว ค่าสูบน้ำเหล่านี้จะต้องแจ้งกับประชาชนก่อนว่าใครจะเป็นผู้ที่จ่าย เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับว่าคุณก็ผลักภาระให้กับประชาชน เมื่อผลักไปแล้วประชาชนไม่พร้อมที่จะรับ

อย่างเช่นในกรณีของโครงการท่อสูบน้ำ หรือว่าวอเตอร์กริด ผลสุดท้ายโครงการนี้ก็เป็นอนุสาวรีย์ที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งในโครงการที่จะผันน้ำมาจากลาว เมื่อไปอ่านในรายงานแล้วปรากฏว่าจะต้องมีสถานีสูบน้ำย่อยอีกทั้งหมด 75 สถานี ถามว่าแล้วใครจะจ่ายเงินในโครงการลุ่มน้ำย่อยๆ เหล่านี้

เราอยากเห็นความชัดเจนมากกว่าที่จะดำเนินโครงการไปเลย คือเรื่องของท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านต่อการที่จะมีการให้ใช้น้ำ เพราะว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยพูดอยู่ฝ่ายเดียว ว่าโครงการนี้มีความคุ้ม แต่ว่าผมพิจารณาจากโครงการคร่าวๆ และอ่านจากผลการศึกษาเบื้องต้นของเขานั้น ประมาณ 5- 6 เล่ม ก็พบว่าโครงการนี้มันมีเพียงการศึกษาเบื้องต้น ผมได้ไปพูดคุยกับอาจารย์ที่ทำหน้าที่ศึกษาโครงการนี้ ผมถามว่าทำไมไปแนะนำให้เขาไปลงทุนปลูกอ้อยน้ำมัน เพื่อที่จะให้มันคุ้มค่ากับการลงทุนในระบบชลประทาน เขาก็ตอบมาว่าอันนั้นมันเป็นข้อเสนอของผม ส่วนข้อเสนอของผลการศึกษาจะออกมาเป็นอย่างไร อันนั้นก็เป็นอีกทางหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลวงในนั้น ทางประเทศลาวได้มีการบอกมาแล้วว่าถ้าหากจะมีการใช้น้ำจริงๆ แล้วทางประเทศไทยก็ต้องจ่ายเงินให้กับเขา

ผมคิดว่าโครงการนี้ที่มีข้อน่าสังเกตอีกอันหนึ่งคือเป็นเพียงผลการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น แต่ว่าเขากลับนำเอาเข้าไปอนุมัติใน ครม. ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การอนุมัติใน ครม. จริงๆ แล้วนั้นมันน่าที่จะเป็นอีไอเอก่อน ก็มีข้อแปลกใจว่าทำไมโครงการนี้มันเร่งรีบแบบนี้

ตัวโครงการนั้นพิจารณาอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าอยู่แล้วกับงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท แต่ได้พื้นที่ชลประทานนิดเดียว

70,000 กว่าล้านกับการที่ได้น้ำไม่ถึง 2,500 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะว่าถ้าหากจะลงทุนถึง 70,000 กว่าล้านบาทนั้นมันน่าจะต้องได้ปริมาณน้ำประมาณ ไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ถึงจะคุ้มค่า

คือเราไม่ต้องมองว่ามีพื้นที่ชลประทานเท่าไหร่ เพราะว่าพื้นที่ชลประทานเท่าที่ดูนั้น เป็นการหาพื้นที่ชลประทานเพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุน แต่ว่าจะได้ตัวน้ำเพียงไม่เกินเท่านี้ คือได้ที่ห้วยหลวงไม่เกิน 600 ได้มาจากประเทศลาวไม่เกิน 1,980 เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เกิน 2,500 นี่คือตัวเลขที่ได้เท่านี้ แต่ว่าการลงทุนสูงนั้นเพราะว่าโครงการก่อสร้างมาก แล้วก็ไปใช้ตัวเลขพื้นที่ชลประทานถึง 3.2-3.5 สองแสนไร่นั้นผมว่าเป็นตัวเลขที่มากเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าหากได้มากที่สุดก็ไม่เกิน 1 ล้านไร่

ถ้าจะให้ทบทวนใหม่นั้นความเป็นไปได้ของโครงการ ผมก็ยังไม่เห็น ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ทำเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำนั้นผมก็ยังไม่เห็นว่าศึกษาเพียงความเป็นไปได้เบื้องต้นแล้วเข้า ครม.เลย ผมยกตัวอย่างอันหนึ่งคือโครงการเขื่อนป่าสัก เมื่อมีการศึกษาอีไอเอเสร็จแล้วก็นำเข้าสู่ ครม. ปรากฏว่าต้องทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 1 หมื่นล้านบาท เพราะว่าการศึกษายังทำไม่ละเอียด ซึ่งนี่เป็นกรณีของการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ในโครงการนี้เป็นเพียงแค่ผลการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้นเอง คิดว่าความรีบร้อนในการอนุมติงบประมาณนั้น ก็เพื่อที่จะเปิดโครงการด้วยความเร่งรีบ ซึ่งก็คิดว่ามันน่าจะมีความรอบคอบมากกว่านี้

ระบบการจัดการน้ำในภาคอีสานควรจะเป็นอย่างไร

โครงการที่กำลังทำอยู่เป็นการพัฒนาพื้นที่ชลประทานที่ไม่มีศักยภาพ ซึ่งถ้าหากเป็นพื้นที่ตามแบบข้ออ้างของผู้ศึกษาที่แนะนำให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกพืชพลังงานพวกอ้อย และมันสำปะหลัง ถ้าหากเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าพื้นที่เหล่านี้ในบางพื้นที่ไม่ต้องมีระบบชลประทานก็ได้เพราะว่าพืชทั้งสองชนิดใช้น้ำรายปีเท่านั้นเอง ซึ่งในความจริงแล้วนั้นมันจะต้องมีกรณีตัวอย่างว่าพื้นที่อ้อย มันสำปะหลังที่มีระบบชลประทานมันต่างจากพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานอย่างไร

อีกกรณีหนึ่งก็คืออาจจะเกิดความขัดแย้งระหว่างการใช้พื้นที่ปลูกพืชอาหารและพืชพลังงาน เพราะว่านโยบายยังไม่ชัดเจนเลยว่าพื้นที่ตรงไหนจะเป็นพื้นที่พืชอาหาร และพื้นที่ตรงไหนจะเป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชพลังงาน แต่ที่คิดว่ามีความเป็นที่แย้งมากที่สุดคือโครงการนี้ลงทุนมากเกินไป และตัวเลขชลประทานในพื้นที่เป็นตัวเลขที่อ้างเกินความเป็นจริง คือพื้นที่ 3.2 ล้านไร่นั้น ซึ่งทำให้เพื่อรองรับกับงบประมาณ.