กฟผ.เลิกอุ้มค่าเอฟที กำไรผู้ถือหุ้นมาก่อนผู้ใช้ไฟ

ผู้จัดการ 25 สิงหาคม 2548

สัญญาณอันตรายผู้ใช้ไฟฟ้า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เตรียมออกมติอุ้มกฟผ.ทุกด้านเพื่อเป็นหลักประกันผู้ถือหุ้น ปล่อยบริหารเสรีไม่ขึ้นต่อนโยบายรัฐเหมือนปตท. ปล่อยค่าเอฟทีสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงมีผลให้ค่าไฟขึ้นลงตามราคาน้ำมัน – ก๊าซธรรมชาติ ทั้งให้สิทธิผูกขาดโควต้าผลิตไฟฟ้าในอนาคตถึง 50% สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคชี้รัฐสนองนักลงทุนแทนบริการสาธารณะ กังขาโควต้าเอื้ออาทรผูกขาด 50% วัดฝีมือกฟผ.ไม่เจ๋งจริง ซัด ปตท. ตัวการสำคัญสร้างความเสียหาย ไฟตก ไฟดับ โยนภาระประชาชนแบกต้นทุน ตอกย้ำแปรรูปกฟผ.ไม่โปร่งใส
      
       นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (25ส.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะมีการพิจารณาวาระสำคัญโดยเฉพาะแผนการระดมทุนของบริษัทกฟผ.จำกัด (มหาชน) ซึ่งคณะกรรมการบริหารกฟผ. (บอร์ดกฟผ.)ได้อนุมัติกรอบไว้แล้วเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะมีการเสนอขายหุ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2548 ขณะเดียวกันอาจจะพิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ศึกษาแล้วเสร็จแล้ว
      
       "การเข้าตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายนคงจะไม่มีปัญหาเพราะช่วงที่ไม่น่าจะทำไอพีโอ คือเดือนธันวาคม เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสมาสต์ นักลงทุนส่วนใหญ่จะหยุดการลงทุน ส่วนการสรรหาคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า(เรคกูเรเตอร์)ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาคาดว่าจะมีการตั้งได้ในเร็วๆนี้"นายเชิดพงษ์กล่าว
      
       แหล่งข่าวจากบอร์ดกพช. กล่าวว่า ที่ประชุมกพช.วันนี้ (25ส.ค.)จะมีการออกมติกพช. 2 เรื่องสำคัญได้แก่ การมีมติกพช.เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลเห็นชอบให้นำหุ้นของบริษัทกฟผ.จำกัด(มหาชน) เข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะระบุว่าหากนำหุ้นเข้าระดมทุนแล้วเสร็จนับจากนั้นรัฐบาลจะปล่อยเสรีการบริหารงานของ กฟผ.ให้เหมือนกรณีบมจ.ปตท. โดยจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในการนำไปประกอบการโรดโชว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
      
       นอกจากนี้ ยังมีประเด็นในเรื่องของการปรับค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(Ft) ที่จะเป็นเนื้อหาสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปกฟผ.โดยตรงที่จากนี้ไปจะต้องสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง กล่าวคือ จะมีการปรับราคาสอดคล้องกับราคาเชื้อเพลิงที่ผลิตไฟฟ้า เช่น ช่วงใดที่ราคาน้ำมันแพงก็จะต้องปรับราคาขึ้นตามและหากช่วงใดที่ราคาน้ำมันถูกและก๊าซฯถูกลงก็จะต้องปรับราคาลง ซึ่งปัจจุบันยอมรับว่าภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกฟผ.จะต้องแบกรับไว้
      
       "ต้องมีมติออกมาเพื่อยืนยันว่ารัฐบาลเห็นชอบกับการนำกฟผ.เข้าไประดมทุนในตลาดหุ้น ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับกฟผ. ก็จะถือว่ารัฐบาลเห็นชอบด้วยทุกประเด็น เพราะในขณะนี้บรรดานักลงทุนต่างไม่มั่นใจว่าหากกฟผ.เข้าไปทำธุรกิจในตลาดหุ้น กฟผ.จะมีอิสระในการขึ้นค่าเอฟทีมากน้อยเพียงใด"แหล่งข่าวกล่าว
      
       *** กฟผ.ได้โควต้าผลิตไฟฟ้าใหม่ 50%
      
       สำหรับแผนการลงทุนของกฟผ.ในอนาคตการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลังปี 2553 ไปแล้วกฟผ.จะคงได้สิทธิการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เกิดขึ้นตามความต้องการในอนาคต 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือจะเป็นการเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาประมูลการแข่งขัน โดยในระยะ 2548-2553 นี้กฟผ.จะมีโรงไฟฟ้า 4 แห่งที่กฟผ.เป็นผู้ก่อสร้างได้แก่ โรงไฟฟ้าสงขลา พระนครเหนือ พระนครใต้ และบางปะกง ขนาดการผลิตแห่งละ 700 เมกกะวัตต์
      
       ทั้งนี้มติกพช.ดังกล่าวจะไปปรากฏอยู่ในหนังสือเชิญชวนซื้อหุ้นกฟผ.โดยกฟผ.มีแผนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในสัดส่วนไม่เกิน 25% แต่ยังไม่กำหนดว่าการขายหุ้นดังกล่าวจะได้เงินเข้าไปในกิจการกฟผ.เท่าใด และอีก 75% ภาครัฐจะถือหุ้น โดยกฟผ.มีทรัพย์สินล่าสุดประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยการโรดโชว์ในต่างประเทศ คาดว่าจะเน้นไปที่ตลาดสิงคโปร์ญี่ปุ่น ลอนดอน นิวยอร์ค
      
       สำหรับในเรื่องที่ 2 คือ การรับรองให้นักลงทุนและบรรดากองทุนการเงินต่างๆมั่นใจว่า หากสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) จะนำพันธบัตรน้ำมัน(บอนด์)วงเงิน 85,000 ล้านบาท ออกมาจำหน่ายให้นักลงทุน เมื่อนักลงทุนซื้อบอนด์ไปแล้วจะได้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนตามกำหนด เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับผู้ซื้อบอนด์น้ำมัน
      
       "สถาบันฯเองก็สามารถบริหารรายได้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ผ่านการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ปัจจุบันเก็บที่ 50 สตางค์ต่อลิตรก็สามารถเพิ่มการจัดเก็บอีก 1 บาทต่อลิตรรวมเป็น 1.50 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้มีเงินส่วนนี้ไหลเข้ากองทุนปีละ 20 ,000 ล้านบาท เป็นต้นซึ่งคาดโรดโชว์บอนด์น้ำมันคงจะเน้นเฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว
      
       *** สัญญาณอันตรายผู้บริโภค
      
       นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มองว่า การปล่อยให้กฟผ.บริหารงานเหมือนปตท. และให้ขึ้นค่าเอฟทีสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เป็นสัญญาณชัดเจนที่รัฐบาลกำลังจะบอกว่าไฟฟ้าไม่ถือเป็นบริการสาธารณะอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการเกื้อหนุนและรับผิดชอบต่อนักลงทุนเป็นด้านหลัก ไม่ใช่ประชาชน มองเห็นการทำกำไรอย่างเดียวไม่ได้มองสังคม ขณะเดียวกันรัฐฯ ก็ไม่ต้องเข้ามาอุดหนุนหรือรับผิดชอบหากต้นทุนค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น
      
       “สูตรเก็บค่าเอฟทีเวลานี้เป็นสูตรที่ขูดรีด โยนภาระ โยนความเสี่ยงด้านการลงทุนทั้งหมดมาให้ผู้บริโภคแบกรับ ซึ่งนักลงทุนชอบแน่เพราะไฟฟ้ามีตลาดรองรับร้อยเปอร์เซนต์” นางสาวสายรุ้ง กล่าวและชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากการแปรรูป ปตท. ที่ราคาค่าก๊าซพุ่งสูงขึ้นทั้งที่รัฐบาลพยายามบอกว่าก๊าซคือทรัพยากรของชาติ
      
       ด้านนางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น นักวิชาการจากกลุ่มพลังไท ตั้งคำถามในทำนองเดียวกันว่า การปล่อยให้ค่าเอฟทีสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหมายถึงอะไร สะท้อนต้นทุนจริงๆ หรือไม่ เพราะค่าเอฟทีที่เก็บอยู่ในเวลานี้ซุกซ่อนต้นทุนแอบแฝงต่างๆ มากมาย จนแทบไม่ต้องบริหารจัดการใดๆ เนื่องจากสามารถผลักทุกอย่างมายังค่าเอฟทีที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ดังนั้น จึงไม่มีหลักประกันว่าการแปรสภาพกฟผ.เป็นบริษัทในตลาดฯ จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกิจการไฟฟ้าดังที่หลายฝ่ายมักกล่าวอ้างกันเสมอได้อย่างไร
      
       “การกำหนดค่าไฟฟ้าพูดกันมาตลอดว่าต้องให้มีความชัดเจน เป็นธรรมต่อผู้บริโภค แต่ที่ผ่านมาจนบัดนี้ยังไม่เกิดขึ้น” นางชื่นชม กล่าว
      
       *** กังขาแจก“โควต้าเอื้ออาทร”กฟผ.
      
       นางชื่นชม กล่าวถึงประเด็นที่รัฐบาลยังคงให้สิทธิกฟผ.การผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เกิดขึ้นตามความต้องการในอนาคต 50% ว่า เป็นเหมือนโควต้าเอื้ออาทร คำถามคือถ้ามั่นใจในฝีมือจริงทำไมต้องกลัวการแข่งขัน หากอ้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องคงไว้ 50% มีผลศึกษาใดรองรับ เพราะจากการศึกษาจากต่างประเทศทั่วโลกไม่มีที่ไหนกำหนดโควต้าไว้เช่นนี้
      
       นอกจากนี้ ความมั่นคงในระบบไฟฟ้าแท้จริงแล้วสามารถบริหารจัดการได้ เพราะกฟผ.เป็นผู้ซื้อไฟรายใหญ่รายเดียว โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชน สามารถสั่งเพิ่มหรือลดการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วงความต้องการได้ หาก กฟผ. บริหารสัญญาได้ดีก็ไม่ต้องห่วง ไม่จำเป็นต้องมีโควต้าเอื้ออาทร แต่อย่างไรก็ตามด้วยขนาดธุรกิจของกฟผ. ถึงแม้ปล่อยเสรีก็คงยากที่จะมีเอกชนรายใดสามารถแข่งขันได้
      
       *** ซัด ปตท. ต้นเหตุระบบไฟฟ้าไม่มั่นคง
      
       นางชื่นชม ยังกล่าวว่ากรณีที่เกิดเหตุการณ์ไฟตก ไฟดับครั้งใหญ่จนเกิดความเสียหาย และกลายเป็นข้ออ้างเรื่องการสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้านั้น ความจริงแล้วเกิดจากปัญหาของปตท. แต่สัญญาระหว่างกฟผ.กับปตท. ก็ไม่มีบทลงโทษหากเกิดความเสียหายขึ้น ถามว่าจุดนี้ กฟผ.ได้ทำอะไรแล้วหรือยัง โดยตัวอย่างที่ชี้ชัดถึงปัญหาที่เกิดจากปตท. ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อผู้ใช้ไฟฟ้าซ้ำซาก แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไข เช่น
      
       หนึ่ง การสร้างท่อส่งก๊าซฯจากแหล่งยาดานาในพม่าที่ล่าช้าของปตท.เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาระ Take-or-pay คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท แต่ภาระส่วนใหญ่ถูกส่งผ่านให้ผู้ใช้ไฟฟ้า
      
       สอง ปัญหาไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้ 14 จังหวัด เมื่อเดือน เม.ย.46 สาเหตุเริ่มมาจาก “ปัญหาทางเทคนิค” ของโรงแยกก๊าซของปตท. ซึ่งสร้างความเสียหายและเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งภาค แต่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
      
       สาม ไฟฟ้าดับในภาคกลาง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2547 สาเหตุจาก “การขัดข้องของอุปกรณ์ควบคุมการจ่ายก๊าซฯ” ของปตท. และอีกเช่นเคย ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และ สี่ แหล่งเยตะกุนไม่สามารถผลิตสามารถผลิตก๊าซได้ตามปริมาณที่ตกลงไว้ โรงไฟฟ้าราชบุรี ต้องหันมาเผาน้ำมันเตาแทนก๊าซฯ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นหลายพันล้านส่งผลให้มีการเพิ่มค่า Ft ในเดือน ก.พ.47 ที่ผ่านมา
      
       *** แปรรูปกฟผ.บนความไม่โปร่งใส
      
       นักวิชาการจากกลุ่มพลังไท ยังชี้ว่า การเดินหน้าแปรรูปกฟผ.เวลานี้ดำเนินไปโดยไม่โปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะดำเนินการอย่างเร่งรีบผิดขั้นตอน เมื่อเปรียบเทียบจากการสำรวจองค์กรกำกับดูแลพลังงานในประเทศต่างๆ รวม 23 ประเทศ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว 4 ประเทศและกำลังพัฒนา 19 ประเทศ พบว่า เกือบทุกประเทศมีการจัดตั้งอค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแลกิจการไฟฟ้า ซึ่งจะรวมเอาก๊าซหรือภาคพลังงานทั้งหมดเข้ามาด้วย ยกเว้นเพียงไทยและอินโดฯ เท่านั้น
      
       ที่สำคัญ ในทุกประเทศ ยกเว้นไทย องค์กรกำกับดูแล ถูกจัดตั้งโดยการออกกฎหมายระดับสูง ก่อนที่จะมีการแปรรูปการไฟฟ้าที่เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นการผูกขาด แต่จนบัดนี้องค์กรกำกับดูแลอิสระยังจัดตั้งไม่เสร็จสิ้น องค์กรกำกับฯ ที่รัฐบาลตั้งก่อนการแปรรูป กฟผ. เป็นเพียงองค์กรกำกับดูแลชั่วคราว โดยใช้กฎระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่องค์กรกำกับดูแลที่มีพ.ร.บ.รองรับ แต่อย่างใด
      
       นางชื่นชม กล่าวว่า คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าชั่วคราวที่จะเข้ามากำกับดูแลกิจการไฟฟ้า ไม่ได้มีความเป็นอิสระทั้งเรื่องที่มาเพราะแต่งตั้งตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี การดำเนินงานยังให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการฯ ส่วนที่มาของงบประมาณไม่มีความชัดเจน ทั้งยังขาดอำนาจหน้าที่ ขาดเอกภาพ และยังอาจเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอีก
      
       “คำถามที่ตามมาจากประเด็นข้างต้นก็คือ การจัดสรรกำลังการผลิต การเพิ่มค่าไฟ การกำกับดูแลและบริหารจัดการ คิดกันบนพื้นฐานใด มีรายงานหรือผลศึกษาใดรองรับ ผู้ที่จะเข้ามาตัดสินจะยึดถือความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคเพียงใด จะเป็นการดีกว่านี้ถ้าองค์กรกำกับจะเป็นอิสระจากการเมือง” นางชื่นชม กล่าว