ทำนายผิดลงทุนโรงไฟฟ้าเกิน 4 แสนล.

ประชาชาติธุรกิจ 5 ตุลาคม 2548

กลุ่มทำงานด้านพลังงาน นำโดย "วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ" ออกโรงทำหนังสือท้วงกระทรวงพลังงาน พยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและแผนพัฒนาระบบไฟฟ้า หรือ PDP 2006 สูงเกินจริง ตลอด 15 ปีแผนผิดไปถึง 7,000 เมกะวัตต์ ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถึง 8-9 โรง คิดเป็นมูลค่า 400,000 ล้านบาท

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ นักวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ในนามมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มทำงานด้านพลังงาน ประกอบด้วยมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ-มูลนิธินโยบายสุขภาวะ-สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค-WWF ประเทศไทย-กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต และโครงการ M-Power ได้ร่วมกันยื่นหนังสือเรื่องการทบทวนการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและชะลอการอนุมัติแผนพัฒนาระบบไฟฟ้า (power development plan หรือ PDP 2549-2559) ต่อประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า (regulator-นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) หลังจากที่กลุ่มทำงานด้านพลังงานพบว่าค่าพยากรณ์ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปี 2549 มีการคำนวณ "คลาดเคลื่อน" สูงกว่าค่าที่เกิดขึ้นจริงไปแล้วถึง 900 เมกะวัตต์ (ค่าพยากรณ์ 21,963 เมกะวัตต์ ค่าความต้องการไฟฟ้าจริงเพียง 21,064 เมกะวัตต์)

ทั้งนี้ กลุ่มทำงานด้านพลังงาน ทราบมาว่ากระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติแผนพัฒนาระบบไฟฟ้า (PDP 2006) โดย "อ้างอิง" ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าฉบับเดือนเมษายน 2549 ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ร้อยละ 5-5.5 ต่อปี กับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบระหว่าง 55-58 เหรียญ/บาร์เรล

ขณะที่อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการว่าจะขยายตัวไม่เกินร้อยละ 4 และในระยะยาว GDP ไม่น่าจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปี หรือร้อยละ 4.77 ต่อปี ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบควรจะอยู่ระหว่าง 60-80 เหรียญ/ บาร์เรล และหากปรับค่าการพยากรณ์ใหม่ โดยใช้ค่าความต้องการไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงของปี 2549 เป็นฐาน และใช้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 4.77 โดยยังคงสัดส่วนการเพิ่มของอัตราการใช้ไฟฟ้าต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าเดิมแล้ว จะพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะลดลงถึง 6,139 เมกะวัตต์ในปี 2564 เมื่อเทียบกับค่าพยากรณ์ฉบับเดือนเมษายน 2549 ที่กระทรวงพลังงานใช้อ้างอิงอยู่ในปัจจุบัน ความต้องการในการขยายระบบไฟฟ้าจะลดลงกว่า 7,000 เมกะวัตต์เลยทีเดียว (รวมกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองร้อยละ 15)

หรือคิดเป็นภาระการลงทุนเกินความจำเป็น ในระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่จะ "ประหยัด" ไปได้ถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งภาระทั้งหมดจะถูกผลักมายังค่าไฟฟ้าของประชาชนในที่สุด โดยที่ฝ่ายพยากรณ์ PDP ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

"หากเราไม่ตัดส่วนเกินจำนวน 7,000 เมกะวัตต์ออกไป รู้หรือไม่ว่ามันหมายถึงการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 8-9 โรง (กำลังผลิตโรงละ 700 เมกะวัตต์) โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตามที่ กฟผ.กำหนดนั้นสูงถึง 1 เมกะวัตต์ต่อ 1 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ทั้งหมดคือ ค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ผ่านมา กฟผ.ลักไก่รีบร้อนจัดทำ PDP มาโดยตลอด ทั้งที่หลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาเรามี "ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" มากมาย กำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้องการใช้จริง นั่นไม่ใช่บทเรียนที่ควรคำนึงถึงหรือ" นายวิฑูรย์ตั้งคำถาม

ในช่วงระยะสั้น กฟผ.ต้องลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งเพิ่มเติม โดยที่ภาครัฐไม่ได้ค้ำประกันวงเงินกู้แต่อย่างใด ต้นทุน/ดอกเบี้ยจากการกู้ยืม ทุกอย่างรวมอยู่ในต้นทุนไฟฟ้าทั้งหมด

ด้านนายณอคุณ สิทธิพงษ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือบอร์ด กฟผ. กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้บอร์ด กฟผ.ได้เลื่อนการพิจารณา แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ออกไปก่อน หลังจากที่ได้รับหนังสือของกลุ่มทำงานด้านพลังงาน

ประกอบกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เตรียมปรับตัวเลข GDP ใหม่อีกครั้ง จากเบื้องต้นที่คำนวณ PDP อยู่บนฐาน GDP ที่ร้อยละ 5-5.5 ซึ่งทั้ง กฟผ.และคณะกรรมการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า เห็นว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากแผน PDP 2548 เดิม GDP อยู่ที่ร้อยละ 4.5-4.9 แล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อพิจารณาตามที่กลุ่มทำงานด้านพลังงานเสนอที่ร้อยละ 4.77 นั้น "ผมมองว่าน้อยเกินไป" อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอนาคตได้

ที่สำคัญความต้องการใช้ไฟฟ้ายังสูงต่อเนื่องในช่วงปี 2548 ที่ผ่านมาเติบโตถึงร้อยละ 5.7-5.8 แล้ว ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2549) เติบโตถึงร้อยละ 4.9 และคาดว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 6 ในปี 2550 ด้วยซ้ำ และเพื่อให้แผน PDP มีความเหมาะสมที่สุด ต่อจากนี้ไปอีก 1 สัปดาห์ เมื่อสภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ที่ชัดเจนแล้ว

คณะกรรมการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า จะเปิดการพิจารณาอีกครั้งว่าควรปรับค่าพยากรณ์ใหม่หรือไม่ หลังจากนั้นจะสรุปแผน PDP และในช่วงปลายเดือนตุลาคมต่อต้นเดือนพฤศจิกายนก็จะเปิดประชาพิจารณ์ ในรายละเอียดของแผน PDP 2006 ทั้งหมด จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มทำงานด้านพลังงานของนายวิฑูรย์ด้วย เพื่อที่จะสรุปเป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2549-2564 ในที่สุดได้

"เราเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความมั่นคง ด้านพลังงาน ฉะนั้นทุกอย่างก่อนพิจารณาต้อง ดูการเติบโตเศรษฐกิจเป็นหลักด้วย แต่เราก็ยังรับฟังความคิดเห็นจากส่วนอื่นๆ ฉะนั้นขอให้มั่นใจ ได้ว่า แผนพัฒนาไฟฟ้าฉบับใหม่นี้จะโปร่งใสและไม่มีการลงทุนเกินจริงของ กฟผ.แน่นอน" นายณอคุณกล่าว

แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2006) ที่จะเข้าที่ประชุมบอร์ด กฟผ.อีกครั้งในเร็วๆ นี้ว่า ร่าง PDP ดังกล่าวจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ตลอดทั้งแผน 15 ปีจำนวน 36,677.9 เมกะวัตต์ หรือเมื่อรวมกำลังผลิตทั้งสิ้นถึงปี 2564 จะมีจำนวนถึง 57,919.3 เมกะวัตต์

โดยร่างแผน PDP ฉบับนี้ยังคงใช้ค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าชุดเดือนเมษายน 2549 ซึ่งคิดจากค่า GDP ที่ร้อยละ 5.0-5.5 อยู่เหมือนเดิม ซึ่งในช่วงปี 2551 นี้ถือว่าจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงที่สุดถึงร้อยละ 20.3 จากการเข้าระบบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมสงขลาชุดที่ 1 กำลังผลิต 746.8 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 กำลังผลิต 734 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าของบริษัท ราชบุรีพาวเวอร์ จำกัด ชุดที่ 1-2 อีก 1,400 เมกะวัตต์

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงสัดส่วนไว้เหมือนเดิมคือ ร้อยละ 20 โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว ตามที่เคยเสนอไว้เบื้องต้น อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2-น้ำงึม 3, โครงการน้ำเทิน 1-2 และโครงการอื่นๆ ที่คาดว่าจะมาจากพม่าและจีน รวมกำลังผลิตประมาณ 5,900 เมกะวัตต์ หรือลดลงจากเดิมที่เสนอไว้ถึง 12,505 เมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นเพียงตัวเลขลอยๆ ซึ่งบางโครงการของจีนเลื่อนออกไป จึงทำให้ร่างแผน PDP ฉบับนี้ยังไม่ได้ถูกบวกรวมส่วนนี้เพิ่มเข้ามาช่วงแผนหน้าได้

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจาก ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กกำลังผลิต 130 เมกะวัตต์เข้ามาเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการรับซื้อตามนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ RPS (renewable portfolio standard) ในสัดส่วนร้อยละ 5 ของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.ด้วย