พลังงานนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและความมั่นคงของประเทศ

โพสต์ทูเดย์ 1 กันยายน 2549

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549  มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมได้จัดสัมมนาเรื่อง "พลังงานนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและความมั่นคงของประเทศ" โดยผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ คุณ สุพจี นิลอุบล อดีตผู้พัฒนาโครงการไฟฟ้าในประเทศลาว พม่าและจีน ในปัจจุบันเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ประเทศสวีเดน, คุณ จ๋าม ตอง เป็นนักต่อสู้ทางด้านสิทธิมนุษยชนจาก Shan Women’s Action Network, คุณ นฤภัทร อมรโฆษิต ผู้อำนวยการส่วนไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และกระผม

การรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยมาเป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่ารัฐบาลไทยจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในประเทศลาว จีน และพม่ารวมทั้งหมด 6,500 เมกะวัตต์ โดยในปัจจุบันได้มีโครงการในประเทศลาวที่ขายไฟฟ้าเข้าระบบไทยภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว 2 โครงการ จำนวน 313 เมกะวัตต์ และโครงการที่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วอีก 2 โครงการจำนวน 1,535 เมกะวัตต์

ในการช่วงแรกที่มีการกำหนดนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านนั้นรัฐบาลได้ให้นโยบายที่สำคัญไว้ 4 ข้อ ข้อแรกคือการคัดเลือกโครงการและการจัดลำดับของโครงการขอให้เป็นเรื่องของประเทศที่จะขายไฟฟ้าเป็นหลัก ทางฝ่ายไทยไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของประเทศนั้นๆ เพียงแต่ขอให้มีผู้ลงทุนไทยร่วมลงทุนด้วยในอัตราที่เหมาะสม ข้อที่สองคือ การดำเนินการของโครงการ การศึกษาผลกระทบและการกำหนดมาตรการในการดูแลเรื่องชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องภายในของประเทศที่ขายไฟฟ้า ข้อที่สามคือ ไม่ให้กฟผ.เข้าร่วมลงทุนในโครงการเพราะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเป็นโครงการที่คาดว่าจะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากกฟผ.เข้าร่วมลงทุนด้วย ศูนย์กลางในการต่อต้านจะย้ายมาเป็นที่รัฐบาลไทยทันที และข้อที่สี่ คือสำหรับในกรณีของประเทศลาวนั้นขอให้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษเพราะคนไทยคนลาวถือเป็นพี่น้องกัน การขายไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทยถือว่าเกือบเป็นทางเลือกเดียวที่ประเทศลาวมีในการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของประเทศ หากเศรษฐกิจลาวดีขึ้น ประเทศไทยก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย

โครงการสองโครงการแรกในประเทศลาวดำเนินการไปอย่างราบรื่นเพราะเป็นเขื่อนขนาดเล็ก ปัญหาเกิดขึ้นกับโครงการน้ำเทิน 2 ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูงมาก และในการจัดหาเงินกู้จำเป็นต้องอาศัยการรับประกันความเสี่ยงทางการเมืองจากประธนาคารโลก แต่เนื่องจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำอาจมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมและประชาชนค่อนข้างมาก กระบวนการของธนาคารโลกในการพิจารณาอนุมัติจึงใช้เวลานานมาก มีการศึกษาเกี่ยวกับโครงการในทุกแง่ทุกมุม และมีการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องนับครั้งไม่ถ้วน บทเรียนของโครงการน้ำเทิน 2 ก็คือหากโครงการในต่างประเทศมีปัญหาผลกระบต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม แม้ว่ารัฐบาลไทยในฐานะผู้ซื้อไฟฟ้าไม่ต้องการรับรู้ปัญหา แต่ในที่สุดปัญหานั้นก็จะกลับมาที่รัฐบาลไทยอยู่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณสุพจี นิลอุบล ซึ่งนอกจากจะมีประสบการณ์อันยาวนานในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นภรรยาอดีตเอกอัครข้าราชทูตไทยประจำพม่าได้เล่าให้ที่ประชุมฟังว่าในการสร้างเขื่อนน้ำเทินหินบุนในประเทศลาวนั้น ผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญต่อการไม่เบียดเบียนสภาพธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยมีการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างจริงจัง เริ่มจากการฟังความคิดเห็นของชาวบ้านบริเวณต้นน้ำ พร้อมหามาตรการลดผลกระทบต่อชุมชน พยายามคงอาชีพเดิมของชุมชนไว้ โดยเฉพาะศึกษาชีวิตของปลาในลำน้ำและการเพิ่มพันธุ์ปลาที่มีความสมดุลกับสภาวะก่อนการก่อสร้าง ผลทางเศรษฐกิจและสังคม คือ การสร้างชุมชนใหม่อย่างมีมาตรฐาน ต่อไปจึงมีคนอพยพเข้ามาอยู่เพิ่มและมีการจ่ายไฟให้กับชุมชนโดยรอบ ประชาชนได้รับประโยชน์ด้านการสาธารณสุข การศึกษา

สำหรับกรณีของประเทศพม่า หลังจากที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างทั้งสองประเทศนั้น ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จนมาถึงยุคของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่มีการเจรจาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสาละวิน และสาขาทั้ง 5 คือ ท่าซาง ดากวิน เหว่ยจี ฮัดจี และตะนาวศรี ประเทศพม่านั้นมีประสบการณ์ในการสร้างเขื่อนที่ไม่ดีและตรงกันข้ามกับประเทศลาวโดยสิ้นเชิง กล่าวคือในการสร้างเขื่อนจอปิต๊ะ ซึ่งอยู่ในรัฐคะยา และรัฐฉาน (ก่อสร้างปีพ.ศ. 2504 เสร็จ พ.ศ. 2535 ขนาดกำลังการผลิต 28 MW) มีการอพยพเคลื่อนย้ายชนกลุ่มน้อยอย่างไม่มีมาตรฐาน กลุ่มกะเหรี่ยงแดงกว่า 6,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่เข้าไปในป่า เมื่อออกมาจากป่ามาเก็บของป่าก็ต้องฝ่ากับระเบิดบาดเจ็บและเสียชีวิตกว่าพันคน เมื่อมีการทราบข่าวว่า กฟผ.จะมีโครงการสร้างเขื่อนฮัดจี ประชาชนกว่า 20,000 คน ถูกกำลังทหารกว่า 4 กองร้อยถูกขับออกนอกพื้นที่

คุณสุพจีฯ สรุปว่าอยากเห็นการพัฒนาที่ไม่เอารัดเอาเปรียบเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน พิจารณาผลกระทบกับ “คนข้าง ๆ” ที่ไม่มีเวทีสาธารณะ และขอให้คำนึงถึงคดีตัวอย่าง บริษัท Total ถูกศาลสั่งให้ชดเชยความเสียหายให้กับชนกลุ่มน้อยที่ถูกย้ายถิ่นฐานเช่นเดียวกับ UNOCAL ถูกพิพากษาให้จ่ายเงินให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

คุณจ๋าม ตองซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในพม่าได้เล่าให้ที่ประชุมฟังเพิ่มเติมจากคุณสุพจีฯว่าประเทศพม่ามีนโยบายใบอนุญาตข่มขืน (Licence to Rape) เพื่อเป็นการควบคุมประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เพื่อทำลายและเพื่อทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาช่วยตัวเองไม่ได้ คุณจ๋าม ตองพบว่า 1,400 กว่าหมู่บ้านในภาคกลางของรัฐฉาน ระหว่างปี 1996-98 ประชาชนถูกไล่กว่า 400,000 คน ภายใน 3-7 วัน รายงานการข่มขืนรวมเหตุการณ์ 173 ครั้ง และมีเหยื่อเด็กหญิงและสตรีกว่า 625 คน ถูกข่มขืนโดยทหารชั้นผู้ใหญ่และข่มขืนในที่ชุมนุมทหาร โดยมากกว่า 61% เป็นทหาร มีการข่มขืนหมู่โดยทหารระหว่าง 10 ถึง 30 คน ที่มีทั้งการใช้ความรุนแรงและการทรมานทางร่างกาย โดย 25 % ลงเอยด้วยการเสียชีวิต ใน 173 กรณี มีเพียง 1 กรณีที่มีการลงโทษนายทหารให้ออกนอกพื้นที่

ในปี 1996 ประชาชนกว่า 2,500 หมู่บ้านหรือนับเป็นประชาชน 800,000 คน ถูกขับไล่และถูกประกาศเป็นพื้นที่ “เขตยิงอิสระ” เมื่อถูกขับไล่ออกนอกพื้นที่แล้วก็ไม่สามารถกลับมาเอาข้าวของของตนเองได้อีก จะถูกยิงทิ้ง เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อชาวบ้านแอบกลับมาเอาสัมภาระมีภาพการนำศพชาวบ้านมาวางกอง พื้นที่เหล่านี้อยู่ในบริเวณการสร้างเขื่อนจอปิต๊ะ ผู้ลี้ภัยชาวพม่าหลายล้านคนได้อพยพไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยประมาณการอย่างไม่เป็นทางการกว่า 70,000 คน ลี้ภัยเข้าไปในอินเดีย 20,000 คน ได้กระจัดกระจายไม่มีหลักแหล่งและผู้ลี้ภัยมากกว่า 155,000 คน อาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยในฝั่งไทย แต่ผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านห้าแสนคนยังไร้ที่อยู่อาศัย เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ชีวิตถูกคุกคาม เนื่องจากการสู้รบเกิดขึ้นทุกวันกว่า 6,000 คน ก็หลบลี้หนี้ภัยใกล้ถึงชายแดนไทยอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสาละวิน ตามแนวชายแดนรัฐฉาน เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน

คุณจ๋ามตองกล่าวสรุปว่าแม้แต่ว่ายังไม่มีการสร้างเขื่อนก็มีข่าวมาเสมอว่ากองกำลังทหารพม่าทยอยบุกไล่ และข่มขืนชนกลุ่มน้อยให้ออกจากพื้นที่ไปอยู่เรื่อยๆ ชาวบ้านไม่มีการเรียกร้องความยุติธรรมแม้จะเป็นแค่ขั้นตอนการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนสาละวิน ชีวิตประชาชนจำนวนมากก็ต้องสูญไปและเดือดร้อนอีกนับหมื่นแสน ซึ่งยังไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาระหว่างและหลังการสร้างเขื่อนอีก

ผมคิดว่าประเทศไทยน่าจะต้องทบทวนนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจังเสียที ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือคนไทยต้องการใช้ไฟฟ้าที่มาจากหยดน้ำตาของพ่อแม่พี่น้อง หรือหยดเลือดของประชาชนในประเทศพม่าอย่างที่คุณจ๋าม ตองสรุป